วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

สสจ.กาฬสินธุ์ ออกรณรงค์เชิงรุกเฝ้าระวังไข้หวัดใหญ่2009

from MOPH-ข่าวภูมิภาค by สำนักสารนิเทศ
สำนัก งานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ โรงพยาบาลกาฬสินธุ์
และเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์
ออกรณรงค์เชิงรุกการเฝ้าระวังไข้หวัดใหญ่สายใหม่2009 ในสถานที่
อาจเป็นแหล่งแพร่กระจายเชื้อ เช่น โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า สถานบันเทิง
ร้านเกมส์ โรงแรม สถานที่กวดวิชา สถานีขนส่ง ธนาคาร สถานที่ราชการ
โดยสนับสนุนสื่อ ให้ความรู้ แจกหน้ากากอนามัย แอกกอฮอล์เจล
และป้ายประชาสัมพันธ์ ตามสถานที่ต่างๆ เช่น โรงเรียน ที่ชุมชน บขส.
และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ผ่าน สื่อต่างๆ วิทยุ
และหอกระจายข่าวสารประจำหมู่บ้าน และโรงเรียน
เฝ้าระวังนักเรียนให้ความรู้หน้าเสาธง และรณรงค์ให้ส่วนราชการทำความสะอาด
กินร้อน ใช้ช้อนกลาง ล้างมือบ่อยๆ ไอจาน ปิดปาก สวมหน้ากากอนามมัย
ป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009

วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ชาวบ้านร้องงบชุมชนพอเพียงส่อทุจริต แฉมีใบสั่งการเมืองงาบงบแผ่นดิน

กาฬสินธุ์ - ประธานองค์กรชุมชนพอเพียง อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์
เรียกร้องให้ทางจังหวัดเร่งสอบสวนกรณี กระทรวงมหาดไทย
จัดสรรงบสนับสนุนตามโครงการชุมชนพอเพียง ซึ่งเป็นการกระจายงบ SML เดิม
เพราะเชื่อว่ามีใบสั่งการเมืองและเชื่อว่ามีความพยายามแสวงหาผลประโยชน์จาก
งบประมาณส่วนนี้
จนทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนจากโครงการและเกรงว่าจะทำให้รัฐบาลเสียประโยชน์
จากงบประมาณนี้เป็นวงเงินหลายหมื่นล้านบาท

วันนี้ (12 ก.ค.) ที่โรงแรมสุภัคโฮเต็ล จังหวัดกาฬสินธุ์
เครือข่ายองค์กรชุมชนพอเพียงจากอำเภอเขาวง นำโดย นายนิคม อุปชีวะ
ประธานคณะกรรมการโครงการชุมชนพอเพียง ปี 2552 บ.โพนนาดี ต.หนองผือ
นายทวีศิลป์ ประเสริฐ์สังข์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ต.กุดสิมคุ้มใหม่
นายสุริยัน ทะรังศรี ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 4 ต.กุดสิมคุ้มใหม่ นายศิริราช
อุทโท ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ต.คุ้มเก่า และนางไพรยรัตน์ ภูดินขาว
ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ต.กุดสิมคุ้มใหม่
ได้นำเอกสารและใบสำคัญในโครงการชุมชนพอเพียง หลายรายการ
นำมาร้องเรียนต่อสื่อมวลชน เพื่อให้ทางจังหวัด
เร่งทำการสวบสวนกรณีการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนชุมชน
ตามโครงการชุมชนพอเพียง ซึ่งเดิมเป็นการกระจายงบ SML
ของรัฐบาลในแต่ละรอบปี
ที่ต้องการสนับสนุนระบบการผลิตภายในชุมชนให้เกิดความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้โครงการดังกล่าว
อยู่ในความรับผิดชอบของผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับ
ชุมชน กระทรวงมหาดไทย
ที่จะทำการจัดสรรงบประมาณตามโครงการและจำนวนประชาชนของชุมชนในแต่ละหมู่บ้าน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาประธานคณะกรรมการโครงการชุมชนพอเพียงในแต่ละแห่งก็ได้ทำการเขียน
โครงการนำเสนอไปยังส่วนกลางและกำลังมีการพิจารณาเพื่อขอรับงบไปแล้ว
แต่ในระหว่างที่มีการพิจารณาเม็ดเงินเข้าในพื้นที่
กลับมีกลุ่มบุคคลที่อ้างตัว สนิทสนมกับนักการเมืองรวมไปถึง กรรมาธิการ
ที่ได้นำสินค้าที่ไม่อยู่ในโครงการที่เขียนไปนำเสนอและอ้างว่าให้ดำเนินการ
เปลี่ยนแปลงโครงการ
ที่ตรงตามจำนวนเงินในแต่ละแห่งที่กำลังรอการจัดสรรจนทำให้เชื่อว่ามีกระบวน
การแอบอ้างเพื่อหาประโยชน์จากโครงการนี้

นายนิคม อุปชีวะ ประธานคณะกรรมการโครงการชุมชนพอเพียง ปี 2552
บ.โพนนาดี หมู่ที่ 4 ต.หนองผือ อ.เขาวง กล่าวว่า
ปัญหาที่ต้องการให้ทางจังหวัดทำการสอบสวนเพื่อยุติกระบวนการหาประโยชน์จากงบ
ประมาณนี้เพราะเชื่อว่า มีกลุ่มข้าราชการ นักการเมือง รวมไปถึงกลุ่มทุน
ตั้งแต่ส่วนกลางลงมาถึงภูมิภาค
มีความพยายามที่จะหาประโยชน์จากโครงการชุมชนพอเพียงของรัฐบาล
ด้วยการตัดตอนเม็ดเงินที่กำลังจะทำการเบิกจ่ายลงตามหมู่บ้านกันในวันที่
17 กรกฎาคมนี้ที่ในแต่ละแห่งเฉลี่ยจะมีจำนวนเงินประมาณ 200,000
บาทหรือทั่วประเทศก็น่าจะมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท

เพราะในส่วนของบ้านโพนนาดีที่ดูแลอยู่จะได้รับการจัดสรรงบประมาณ
จำนวน 250,000 บาท
เนื่องจากชุมชนแห่งนี้ได้เสนอโครงการต่อเติมอาคารปุ๋ยไป
แต่แล้วหลังจากที่สำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน

กระทรวงมหาดไทย ได้แจ้งเรื่องว่า ชุมชน
โพนนาดีได้รับการอนุมัติโครงการ กลับปรากฏว่า
มีกลุ่มบุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นตัวแทนของคณะกรรมาธิการ หรือแม้แต่
ส.ส.พื้นที่ ได้นำสำเนา ศพช.01 หรือเอกสารการเขียนโครงการใหม่
พร้อมกับเอกสารการเสนอขายสินค้าอีกหลายรายการ


อย่างไรก็ตาม
ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นหรือเกี่ยวข้องกับโครงการนำมา
จำหน่ายโดยอ้างว่าไม่เกี่ยวกับการเสนอโครงการเดิม
แต่เนื่องจากความผิดปกติจึงได้ทำการปรึกษาไปยัง ประธานชุมชนอื่นๆ
และได้สอบถามไปยัง ส.ส.ในพื้นที่ ก็ได้รับการปฏิเสธ
ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง อีกทั้งที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2552
ก็ได้ไปพบกับ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียง ที่กรุงเทพฯ
ก็ได้รับการปฏิเสธ
จึงเชื่อว่ามีกลุ่มมิจฉาชีพมีความพยายามแอบอ้างเพื่อหาประโยชน์จากเงินจำนวน
นี้

นายนิคมกล่าวต่อว่า การ
เข้าร้องเรียนครั้งนี้เพื่อเตือนให้พี่น้องประชาชนในทุกจังหวัดทั่วประเทศ
ให้ระวัง มิจฉาชีพ
ที่ต้องการแสวงหาประโยชน์จากโครงการนี้เพราะจำนวนเม็ดเงินในแต่ละแห่งจะ
เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 200,000
บาทและเชื่อว่าการอนุมัติเงินดังกล่าวและกระจายลงมาจะมีมากกว่า 1
หมื่นล้านบาท และอย่าให้หลงเชื่อมิจฉาชีพ
เพราะจะทำให้โครงการภายในชุมชนเสียหายและชาวบ้านจะไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลย

วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ด.ช.13 ปีเมืองน้ำดำไม่ห่วงเล่นตามวัยใช้เวลาว่างสานตระกร้าไผ่ขายช่วยครอบครัว

กาฬสินธุ์-เด็กชายวัย 13 ปี กาฬสินธุ์ไม่ห่วงเล่นตามวัย
ใช้เวลาว่างหลังเลิกเรียนจักสานตะกร้าไม้ไผ่จนเกิดความชำนาญ
เป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ด้วยการสืบสานภูมิปัญญา
หารายได้เข้าครอบครัวช่วยพ่อแม่และเหลือเก็บเป็นทุนการศึกษา

เด็กชายคนดังกล่าวชื่อเด็กชายวรรณพงษ์ มีชัย อายุ 13 ปี
บุตรนายสุนทร-นางดวง มีชัย ราษฎรบ้านท่าแสง หมู่ 6 ตำบลลำพาน อ.เมือง
จ.กาฬสินธุ์ ที่มีอาชีพทำนารายได้ต่อวันในครอบครัวไม่ถึงวันละ 200 บาท
เด็กชายคนนี้จึงเริ่มหารายได้พิเศษโดยได้ใช้เวลาว่างหลังเลิกเรียนและในวัน
หยุดเสาร์-อาทิตย์ อยู่กับการจักสานเครื่องใช้สอยในครัวเรือน
ประเภทตะกร้า ข้อง และกระด้งฝัดข้าว โดยมีเพื่อนบ้านอุดหนุนซื้อผลงาน
ทำให้มีรายได้ใช้เป็นทุนการศึกษา

ซึ่งนอกเหนือจากการสืบทอดภูมิปัญญาและใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
โดยไม่ไปหาเที่ยวเหมือนเด็กในวัยเดียวกัน เป็นตัวอย่างเยาวชนรุ่นใหม่
ที่น่ายกย่องชมเชยในการสร้างงาน สร้างรายได้ ในยุคที่เศรษฐกิจถดถอย

เด็กชายวรรณพงษ์กล่าวว่า
ตนมีความชำนาญในการจักสานสิ่งของเครื่องใช้มาประมาณ 2 ปี
โดยเริ่มจากเห็นนายบุญ ฤทธิ์พูล ผู้เป็นตาจักสานมาก่อน
ซึ่งเท่ากับเป็นการปลูกฝังจิตสำนึก และเกิดแรงบันดาลใจที่จะจักสาน
จึงได้หัดทำเรื่อยมาจนเกิดความชำนาญ ทั้งการจักตอก การขึ้นตอกจักสาน
โดยชิ้นหนึ่งๆใช้เวลาทำ 2 วันเสร็จ ทีแรกทำใช้ในครัวเรือน

ต่อ มาเพื่อนบ้านมาสั่งให้ทำและมารับซื้อถึงที่ ในราคาชิ้นละ
50-100 บาท ทำให้มีรายได้โดยไม่ต้องขอพ่อแม่ และนอกจากนี้
ยังเก็บออมเพื่อใช้เป็นทุนการศึกษาด้วย

สำหรับเด็กชายวรรณพงษ์
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จ.
กาฬสินธุ์ ได้ให้การส่งเสริมและยกย่องเป็นตัวอย่างเยาวชนรุ่นใหม่
ที่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
โดยไม่เอาแต่เล่นหรือเที่ยวเหมือนเด็กทั่วไปที่อยู่ในวัยเดียวกัน
นอกจากนี้ยังเป็นการสืบทอดภูมิปัญญา และหารายได้โดยวิธีสุจริต

ซึ่งสามารถที่จะสืบสานหัตถกรรมจักสาน
พัฒนางานฝีมือและสร้างผลิตภัณฑ์ที่ประณีต มีคุณค่า
นำรายได้จุนเจือครอบครัว และหาทุนการศึกษาด้วยตนเองได้เป็นอย่างดี
ในยุคที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000077325

ชาวกาฬสินธุ์สาบานเลิกเหล้าเข้าพรรษา

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 กรกฎาคม 2552 18:45 น.
กาฬสินธุ์- ประชาชนจังหวัดกาฬสินธุ์ กว่า 1,000 คน
เข้าพิธีสาบานตนเลิกเหล้าในเทศกาลเข้าพรรษา
และมอบป้ายร้านค้าคุณธรรมงดจำหน่ายสุราให้กับผู้ประกอบการร้านค้า

ที่วัดบ้านดอนยานาง ต.ดอนสมบูรณ์ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์
นายสุวิทย์ สุบงกฎ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์
เป็นประธานพิธีสาบานเลิกเหล้าเข้าพรรษา มีพระครูอนุสรธรรมคุณ
เจ้าคณะอำเภอยางตลาด เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วย พระครูประยุตธรรมสุนทร
เจ้าคณะตำบลดอนสมบูรณ์และนายทองสุข โกฏิรักษ์ นายก อบต.ดอนยานาง
นำประชาชนจำนวน 1,000 คน ร่วมโครงการ

นายสุวิทย์ สุบงกฎ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า
ในเทศกาลเข้าพรรษาเป็นช่วงที่พระสงฆ์ต้องอยู่ประจำวัดตามพุทธประเพณี
มีการปฏิบัติตามธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ซึ่งในส่วนฆราวาส หรือประชาชนเอง
ก็ต้องประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นคนดี คือ เน้นประพฤติดี ประพฤติชอบ
ดำรงตนในกรอบของความดีงามตลอด 3 เดือนที่เข้าพรรษา โดยเฉพาะการถือศีล 5
ลด ละ อบายมุข ทั้งปวง ในเทศกาลเข้าพรรษา

จึงได้จัดโครงการเลิกเหล้าเข้าพรรษา
โดยเชิญชวนประชาชนที่เคยดื่มสุรา เข้าสาบานตน และนอกจากนี้
ยังได้มอบป้ายร้านค้าคุณธรรม
ให้กับร้านค้าในชุมชนได้เข้าร่วมโครงการโดยไม่จำหน่ายสุราในช่วงเทศกาลเข้า
พรรษานี้

สำหรับวัดบ้านดอนยานาง
เป็นวัดที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง
เป็นหมู่บ้านแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองนำร่องของจังหวัดกาฬสินธุ์
เป็นต้นแบบของการจัดตั้งโรงเรียนวิถีพุทธของสำนักงานพระพุทธศาสนา
การรณรงค์ต่อต้านยาเสพติดได้ผล และเดินตามรอยพระยุคลบาทเศรษฐกิจพอเพียง
โดยดึงประชาชน เยาวชน และองค์ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม

จึงได้จัดเป็นวัดนำร่องของโครงการสาบนตนเลิกเหล้าเข้าพรรษาของ
จังหวัดกาฬสินธุ์ในครั้งนี้ และมีการมอบธงพลังแผ่นดิน
ขจัดสิ้นยาเสพติดให้กับผู้นำชุมชนด้วย

ชาวนาเมืองน้ำดำเร่งปักดำก่อนเข้าพรรษาค่าจ้างพุ่ง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 กรกฎาคม 2552 12:53 น.
กาฬสินธุ์ - ชาวนาที่จังหวัดกาฬสินธุ์
ต่างระดมแรงงานปักดำทำนาเพื่อให้เสร็จก่อนวันเข้าพรรษา
เพื่อที่จะได้เข้าวัดฟังธรรมในเทศกาลเข้าพรรษาอย่างเต็มที่
ทำให้อัตราการว่าจ้างแรงงานปรับจากวันละ 150 บาท เป็นวันละ 200 บาท

จากการติดตามบรรยากาศการทำนาปีที่จังหวัดกาฬสินธุ์ พบว่า
มีการทำนาแบบประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น โดยหันมาทำนาหว่านเป็นจำนวนมาก
ขณะที่มีอีกจำนวนไม่น้อยที่พื้นที่เป็นที่ลุ่ม
เสี่ยงต่อการที่จะถูกน้ำท่วมเสียหาย ไม่เหมาะต่อการทำนาหว่าน
จึงต้องทำนาแบบปักดำ

นางเพลินจิต ภูนาแสง ชาวนาอำเภอยางตลาด กล่าวว่า
เนื่องจากตนมีที่นาจำนวน 10 ไร่
หากจะทำกันเพียงสองคนคือตนกับสามีคงทำไม่ไหว
จึงจำเป็นที่จะต้องจ้างแรงงานในพื้นที่ ที่แต่เดิมจ้างกันวันละ 150 บาท
แต่เนื่องจากแรงงานขาดแคลน จึงต้องเพิ่มค่าแรงสูงขึ้นอีก
เพื่อที่จะเรียกความสนใจมาดำนาให้ตน

นางเพลินจิตรกล่าวอีกว่า
เนื่องจากต้นกล้าของตนมีอายุที่จะปักดำก่อนวันเข้าพรรษาพอดี
ที่หากเข้าพรรษาแล้วจะหาคนงานรับจ้างดำนายากยิ่งขึ้น
เพราะชาวบ้านหรือผู้ใช้แรงงานในหมู่บ้าน ต่างเป็นชาวพุทธ
มีความเลื่อมใสในพุทธศาสนา และจะพากันเข้าวัดฟังธรรม
จึงจะทำให้เกิดปัญหาแรงงานขาดแคลน

ตนจึงได้โหมทำนาให้เสร็จก่อนวันเข้าพรรษา
และยอมขึ้นราคาจ้างสูงขึ้นอีก คือหากเป็นคนงานในหมู่บ้านเดียวกัน
จะจ้างวันละ 160 บาท หรือหากเป็นคนงานเดินทางมาจากหมู่บ้านอื่น
ที่ต้องบวกค่าเดินทางด้วย จะต้องจ่ายถึงวันละ 200 บาททีเดียว

ทั้งนี้ เพราะต้องการทำนาให้เสร็จก่อนวันเข้าพรรษา
เพื่อที่จะได้มีเวลาไปทำบุญ
และเข้าวัดฟังธรรมในเทศกาลเข้าพรรษาอย่างเต็มที่

กาฬสินธุ์อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ แห่เทียนพรรษา ถวายผ้าสร งน้ำ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 กรกฎาคม 2552 22:07 น.
กาฬสินธุ์-พุทธ ศาสนิกชนจังหวัดกาฬสินธุ์
จัดขบวนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ แห่เทียนเข้าพรรษาและเสาเสมาธรรมจักร
พร้อมถวายผ้าสรงน้ำแด่พระภิกษุสงฆ์
เนื่องในวันอาสาฬหบูชาและเทศกาลวันเข้าพรรษา
เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาและสืบทอดบวรพระพุทธศาสนา

ที่เทศบาลตำบลบัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ นายอภิชาติ
ภูเกิดพิมพ์ ปลัดอำเภอยางตลาด เป็นประธานพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ
แห่เทียนเข้าพรรษา เสาเสมาธรรมจักรและถวายผ้าสรงน้ำฝน โดยมีนายสมยศ
ยนต์ชัย นายกเทศมนตรีตำบลบัวบาน นำพุทธศาสนิกชนจำนวนกว่า 500 คน
ร่วมงานตามประเพณีชาวไทย เนื่องในเทศกาลเข้าพรรษา ประจำปี 2552

นายสมยศ ยนต์ชัย นายกเทศมนตรีตำบลบัวบาน อ.ยางตลาด
จ.กาฬสินธุ์กล่าวว่า ในโอกาสวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา
คือวันอาสาฬหบูชาและเทศกาลวันเข้าพรรษา
เพื่อเป็นการสืบทอดบวรพระพุทธศาสนา และถวายเป็นพุทธบูชา
จึงได้ร่วมกับผู้นำชุมชน สถานศึกษา และวัดทุกแห่งในเขตเทศบาลตำบลบัวบาน
จัดงานประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา
และมีการถวายผ้าอาบน้ำฝนให้กับพระภิกษุสงฆ์-สามเณรตามประเพณีปฏิบัติด้วย

นายสมยศกล่าวอีกว่า ในการแห่เทียนเข้าพรรษาปีนี้
ยังได้จัดขบวนอัญเชิญพระบรมสาริริกธาตุ มาประดิษฐานที่มณฑป ณ
หอประชุมเทศบาลตำบลบัวบาน
เพื่อให้ชาวพุทธได้สักการะและระลึกถึงพระพุทธสัมมาสัมพุทธเจ้า นอกจากนี้
ยังมีการแห่เสาเสมาธรรมจักร
ซึ่งเป็นรางวัลที่พระสมณศักดิ์ประจำตำบลบัวบาน 2 รูป
คือพระครูโพธิชยานุโยค เจ้าคณะตำบลบัวบาน เขต 1 และพระครูปริยัติการ
เจ้าคณะตำบลบัวบาน เขต 2 ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา
สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวันวิสาขบูชาโลกที่ผ่านมา

ทั้ง นี้ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนชาวตำบลบัวบานได้ร่วมแสดงมุทิตาจิต
และได้ร่วมกันเพื่อสืบทอดบวรพระพุทธศาสนา ถือศีลภาวนา ลด ละ เลิกอบายมุข
ถวายเป็นพุทธบูชาตลอด 3 เดือนที่เข้าพรรษานี้

ดอกบัวขายดีเข้าพรรษาที่กาฬสินธุ์

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 กรกฎาคม 2552 22:04 น.
กาฬสินธุ์-ดอก บัวหลวงขายดีในวันเข้าพรรษา
ขณะที่เกษตรกรที่ปลูกดอกบัวระบุปีนี้ผลผลิตน้อย
เนื่องจากเจอสภาพอากาศที่แปรปรวน ส่วนราคาขายยังคงขายในราคากำละ 10 บาท

จากการสำรวจบรรยากาศการซื้อขายดอกไม้ที่จ.กาฬสินธุ์ในช่วงวันเข้า
พรรษา พบว่ายอดการสั่งดอกไม้โดยเฉพาะดอกบัวหลวงมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น
โดยเฉพาะที่ชุมชนทุ่งศรีเมืองแหล่งเพาะปลูกดอกบัวหลวงตามธรรมชาติแหล่งใหญ่
ในจ.กาฬสินธุ์ปีนี้ ถึงแม้ดอกบัวจะมีไม่มาก
แต่ก็เพียงพอต่อความต้องการของพุทธศาสนิกชนในช่วงเข้าพรรษานี้แน่นอน

เกษตรกรปลูกดอกบัวหลวงในชุมชนทุ่งศรีเมือง
เขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ รายหนึ่งระบุว่า
ปีนี้ดอกบัวมีน้อยเพราะเจอเรื่องสภาพอากาศที่แปรปรวน ทำให้ดอกบัวมีไม่มาก
โดยเฉพาะช่วงนี้ฝนตกบ่อยทำให้ดอกบัวไม่โผล่จากน้ำทำให้เก็บดอกบัวลำบาก
พร้อมกับสภาพอากาศที่เย็นจัด จึงงดที่จะลงน้ำเก็บดอกบัวด้วย
แต่ทั้งนี้ได้วางแผนไว้ล่วงหน้าในการที่จะเตรียมดอกบัวไว้ขายในช่วงเข้า
พรรษา ถึงมีไม่มากแต่ก็เพียงพอกับความต้องการของประชาชน

ซึ่งขณะนี้ยอดการสั่งดอกบัวปีนี้สูงมากถึงวันละ 50-100 กำ
ที่แต่ละกำจะมีดอกบัวประมาณ 50 ดอก ราคาขายส่งดอกบัวขายในราคากำละ 10 บาท
ส่วนที่พับกลีบเรียบร้อยจะขายที่กำละ 20 บาท ที่เป็นราคาปกติ
ไม่ขึ้นราคาเหมือนกับสินค้าอื่น ๆ
เนื่องจากต้นทุนการปลูกดอกบัวหลวงไม่มีมากเหมือนกับพืชชนิดอื่น ๆ

อย่างไรก็ตามในช่วงวันอาสาฬหบูชาจนถึงช่วงวันเข้าพรรษา
ร้านค้าขายดอกไม้สดหลายแห่งเริ่มขายดอกไม้ได้มากขึ้น
ทำให้ดอกไม้ที่ใช้บูชาพระหลายชนิดเริ่มขาดตลาด
และต้องปรับกลยุทธ์ในการขายด้วยการนำดอกไม้หลายชนิดมาผสมกันเป็นช่อแทนที่จะ
จัดดอกไม้ชนิดเดียวจำหน่ายเหมือนแต่ก่อน