วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2552

กาฬสินธุ์ดำผุดมหกรรมรวมพลคนไร้พุง

from MOPH-ข่าวภูมิภาค by เดลินิวส์
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80
พรรษาสนามหน้าศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์ นางธีรพันธ์ ศรีบุญลือ
รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด
เป็นประธานเปิดงานมหกรรมรวมพลคนกาฬสินธุ์ไร้พุง โดยมี
องค์กรเครือข่ายจัดขึ้น มีวัตถุประสงค์สำคัญในการสร้างกระแส
สร้างความตื่นตัวในเรื่องลดอ้วนลดพุงให้กับประชาชนและสมาชิกองค์กรเครือข่าย
โดยใช้หลัก 3 อ. ประกอบด้วย อาหาร ออกกำลังกาย และ อารมณ์
สำหรับกิจกรรมที่จัดขึ้นประกอบด้วย
การจัดนิทรรศการแสดงผลงานขององค์กรเครือข่ายต่าง ๆ
และองค์กรต้นแบบการเสวนาคนต้นแบบลดอ้วนลดพุง การสาธิตการออกกำลังกาย
การสาธิตอาหารลดอ้วนลดพุง นางธีรพันธ์ ศรีบุญลือ
รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า
สำหรับโรคอ้วนเป็นภาวะที่ร่างกายมีปริมาณไขมันสะสม มากกว่าปกติ
และเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อ เช่น
โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ และ โรคหลอดเลือดหัวใจ
ซึ่งปัญหาเหล่านี้นับวันจะมี ความรุนแรงมากขึ้น กระทรวงสาธารณสุข โดย
กรมอนามัยได้พยายามในการลดความรุนแรงของโรควิถีชีวิต
โดยมุ่งไปที่การควบคุมป้องกันไม่ให้เกิดภาวะโภชนาการเกินหรือโรคอ้วน
โดยเฉพาะอ้วนลงพุงด้วยมาตรการการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพด้านอาหารและ
โภชนาการ และการเคลื่อนไหวร่างกายหรือการใช้แรงกาย
ซึ่งการลดน้ำหนักและลดรอบเอวที่ดีที่สุด คือ กินให้น้อยลง
ใช้พลังงานออกไปให้มากขึ้น

ชาวนากาฬสินธุ์ครวญฝนทิ้งช่วงทำนาข้าวใกล้เฉาตาย

กาฬสินธุ์ - ผลกระทบจากฟ้าฝนได้ทิ้งช่วงไม่ตกติดต่อกันนานกว่า 1 เดือน
ทำให้ต้นข้าวของชาวนาที่จังหวัดกาฬสินธุ์นอกเขตชลประทานเริ่มแห้งตาย
ขณะที่การถอนกล้าไปปักดำไม่ได้ผล ต้องใช้ไม้แหลมทำหลุมปักดำ
เพราะพื้นดินแห้งแล้งทขาดความชุ่มชื้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
จากการสำรวจสภาพพื้นที่การทำนาของชาวนาที่จังหวัดกาฬสินธุ์ พบว่า
ในหลายพื้นที่กำลังประสบปัญหาในการทำนาเนื่องจากฝนได้ทิ้งช่วงนานนับเดือน
ทำให้ต้นข้าวแห้งตาย
และมีชาวนาหลายคนใช้ไม้ที่ทำปลายให้แหลมแล้วขุดพื้นที่แปลงนาที่แห้งเพื่อนำ
ต้นข้าวมาปักดำ ขณะที่บางตำบลยังไม่ได้ทำนาเนื่องจากปัญหาฝนทิ้งช่วง

นางอ่อนศรี การประกอบ อายุ 58 ปี ชาวนาบ้านบอน หมู่ 7
ตำบลลำห้วยหลัว อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า
ขณะนี้ข้าวในนาของตนและชาวนาหลายคนกำลังแห้งตาย
เนื่องจากฝนทิ้งช่วงไปนานนับเดือน และเนื่องจากไม่มีแหล่งน้ำสำรอง
เพราะอยู่นอกเขตชลประทานและอยู่ห่างไกลลำห้วย
ไม่สามารถสูบน้ำมาใส่แปลงนาเพื่อแก้ปัญหาฝนทิ้งช่วงได้
ทำให้ต้นข้าวแห้งตายเป็นบริเวณกว้าง เพราะขาดน้ำหล่อเลี้ยง

นางอ่อนศรีกล่าวอีกว่า นอก
จากนี้ยังมีชาวนาหลายคนที่ถอนต้นกล้ามาปักดำ
และซ่อมแซมนาข้าวเพื่อรอฝนยังประสบปัญหาข้าวตายเป็นจำนวนมาก
เนื่องจากฝนได้ทิ้งช่วงไปนาน
ข้าวที่หว่านในแปลงนาและที่ถอนมาปักดำรอฝนก็ยังแห้งตายอีกด้วย
จึงเป็นปัญหาที่ชาวนากำลังประสบ ซึ่งหากฝนยังทิ้งช่วง ไม่ตกลงมาในเร็วๆ
นี้ ข้าวในนาคงแห้งตายและเสียหายหลายพันไร่


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000073243

วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2552

สสจ.กาฬสินธุ์เปิดสุขศาลาบริการรักษาสุขภาพขั้นพื้นฐาน

สสจ.กาฬสินธุ์เปิดสุขศาลาบริการรักษาสุขภาพขั้นพื้นฐาน

from MOPH-ข่าวภูมิภาค by กรมประชาสัมพันธ์

จ. กาฬสินธุ์ เปิดสุขศาลาให้เป็นสถานที่ทำงานของ อสม.
ใช้เป็นสถานที่จัดบริการด้านสุขภาพแก่ประชาชนในหมู่บ้าน
กำหนดเป้าหมายเปลี่ยนศูนย์สาธารณสุขมูลฐานประจำหมู่บ้านเป็นสุขศาลาหมู่บ้าน
171 แห่ง วันนี้ (26 มิ.ย.) นายแพทย์พิสิทธิ์ เอื้อวงศ์กูล
นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานเปิดสุขศาลากาฬสินธุ์
ที่บ้านโนนสำราญ หมู่ที่ 1 ตำบลเหนือ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ พร้อมกล่าวว่า
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
ได้มองเห็นความสำคัญของงานสาธารณสุขมูลฐาน ซึ่งมี อสม.
เป็นแกนหลักในการพัฒนาสุขภาพ ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา
งานสาธารณสุขมูลฐานถือว่าเป็นตัวแปรที่สำคัญที่ทำให้ประชาชนผ่านพ้นวิกฤต
สุขภาพมาได้จนถึงปัจจุบัน โรคหลายโรคได้หายไปจากประเทศไทย
แต่เนื่องจากในปัจจุบันมีปัจจัยเอื้อต่อการเกิดโรคใหม่ๆ
และเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนมากมาย
จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างและยกระดับศูนย์สาธารณสุขมูลฐานชุมชนประจำ
หมู่บ้าน (ศูนย์ ศสมช.) ให้เป็นสุขศาลาพัฒนาศักยภาพ อสม. ให้เข้มแข็ง
ในปีงบประมาณ 2552 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
ได้จัดทำโครงการฟื้นฟูการดำเนินงานสาธารณสุขมูลฐานในหมู่บ้าน
เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์การพัฒนาสุขภาพจังหวัดกาฬสินธุ์
โดยการพัฒนาและยกระดับศูนย์สาธารณสุขมูลฐานชุมชนประจำหมู่บ้าน (ศูนย์
ศสมช.) และได้เปลี่ยนชื่อเรียกศูนย์ ศสมช.
ประจำหมู่บ้านเป็นสุขศาลาหมู่บ้าน โดยกำหนดเป้าหมายไว้ จำนวน 171 แห่ง

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2552

กาฬสินธุ์เดินหน้าปลูกหญ้าแฝกเฉลิมพระเกียรติ-ต้านยาเสพติด

กาฬสินธุ์ - กรมทหารม้าที่ 6 และกองพันทหารม้าที่ 6
ในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ
จัดโครงการปลูกหญ้าแฝกเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่
ต.แจนแลน อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมชุมชน
และรณรงค์ป้องกันยาเสพติด เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติด ประจำปี 2552

วันนี้ (26 มิ.ย.) ที่บริเวณหนองมะง้อง บ้านแจนแลน หมู่ 6
ต.แจนแลน อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ พ.อ.กุศล สิงห์สาย
ผู้บังคับการกรมทหารม้าที่ 6 ในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ
จ.ขอนแก่น เป็นประธานโครงการปลูกหญ้าแฝกเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
มี นายบุญศิลป์ ใจอ่อน นายก อบต.แจนแลน นำประชาชน ครู นักเรียน จำนวน 300
คน ร่วมโครงการ

พ.อ.กุศล กล่าวว่า กรมทหารม้าที่ 6 และกองพันทหารม้าที่ 6
ในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ หรือ ค่ายศรีพัชรินทร์ จ.ขอนแก่น
มีนโยบายร่วมกับท้องที่และองค์กรปกครองท้องถิ่น
ในการเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาสังคม ชุมชน
และรักษาสิ่งแวดล้อมในเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้เพื่อสร้างความสัมพันธ์ ปลุกจิตสำนึกให้ทุกคน ทุกฝ่าย
ยึดมั่นและเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

โดยโครงการปลูกหญ้าแฝกเฉลิมพระเกียรติ
เป็นอีกโครงการหนึ่งที่ร่วมกับชุมชน
เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ที่จะทำให้ทุกคนได้ช่วยกันรักษาสภาพแวดล้อม เห็นความสำคัญของหญ้าแฝก
ที่ช่วยรักษาสภาพดินให้มีความอุดมสมบูรณ์
และตระหนักในความสำคัญของสภาพแวดล้อมที่ดี
ประกอบกับวันนี้ที่เป็นวันต่อต้านยาเสพติดโลก ประจำปี 2552
กิจกรรมลูกหญ้าแฝกจึงเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ เป็นการปลูกจิตสำนึก
ให้เกิดความสมานฉันท์ ร่วมกันบำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม

โดย ปลูกหญ้าแฝกเฉลิมพระเกียรติเพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัว ที่ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของพสกนิกรชาวไทยอย่างพร้อมเพรียงกัน


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000072435

ผอ.สปร.ตรวจเยี่ยมการอนุรักษ์ป่าชุมชนโคกป่าซี

กาฬสินธุ์ - ผู้อำนวยการสำนักงานประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและความมั่นคง
กองทัพบก พร้อมคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชุมชนโคกป่าซี
ตำบลหนองห้าง อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์
พร้อมกำชับให้ประชาชนใช้ชีวิตโดยยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัว เพื่อสู่เศรษฐกิจที่ตกต่ำ

พล.อ.จริยะ ทองทัพ
ผู้อำนวยการสำนักงานประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและความมั่นคง
กองทัพบก พร้อมคณะเดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม กำกับดูแล
ประสานงานและติดตามผลการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชุมชนโคกป่าซี ตำบลหนองห้าง อำเภอกุฉินารายณ์
จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยมีผู้นำท้องถิ่น ประชาชนให้การต้อนรับกว่า 500 คน

พล.อ.จริยะ ทองทัพ
ผู้อำนวยการสำนักงานประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและความมั่นคง
กองทัพบก กล่าวว่า
ทรัพยากรป่าไม้ถือเป็นหัวใจหลักสำคัญที่ทำให้เกิดความสมดุลทางธรรมชาติ
ทั้งนี้ พื้นที่ป่าชุมชนโคกป่าซีเป็นพื้นที่ป่าที่มีชาวบ้านได้เข้ามามีส่วนร่วม
อย่างมาก ทั้งด้านการอนุรักษ์ การปลูกป่า
และการดูแลรักษาจึงทำให้ป่าแห่งนี้จากเดิมที่เคยเป็นป่าเสื่อมโทรมกับกลาย
เป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น เป็นแหล่งอาหาร และสร้างความชุ่มชื้น
ความอุดมสมบูรณ์ให้กับชาวบ้าน

อย่าง ไรก็ตาม
การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้กำชับให้ผู้นำท้องถิ่นสนับสนุนกิจกรรมการการดูแล
รักษาป่าของชาวบ้านแห่งนี้ต่อไป เพื่อทำให้โครงการพลิกฟื้นผืนป่า
ด้วยพระบารมี เกิดความสำเร็จอย่าแท้จริง
และที่สำคัญจะให้ทรัพยากรป่าไม้ของประเทศไทยเพิ่มขึ้น
ซึ่งจะสามารถลดสภาวะโลกร้อนได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ยังได้กำชับให้ประชาชนทุกคนดำเนินชีวิตโดยยึดหลักปรัชญา
เศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เพื่อต่อสู่กับสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำอยู่ขณะนี้อีกด้วย


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000072285

พมจ.กาฬสินธุ์เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการครอบครัวอบอุ่นฯ

กาฬสินธุ์ - สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.)จังหวัดกาฬสินธุ์
เดินหน้าโครงการครอบครัวอบอุ่น หวังสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง
เกิดความรักความอบอุ่นในครอบครัว พร้อมเตือนมิจฉาชีพแอบแฝง
จ้องทุจริตงบอุดหนุนโครงการ แจงไม่มีการหักหัวคิวใดๆ จากทุกภาคส่วน

ที่ศาลาประชาคมชุมชนหน้าโรงเลื่อย เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์
นางฉวีวรรณ จันติชัย รองนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ สง่าวงศ์
นักพัฒนาสังคม สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จ.กาฬสินธุ์
เป็นประธานประชุมประธานศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน (ศพช.)
โดยมีประธานศูนย์ฯ เจ้าหน้าที่ฯ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
ร่วมประชุมเป็นจำนวนมาก

นายดำรงศักดิ์ สง่าวงศ์ นักพัฒนาสังคม
สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า
ศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชุน (ศพช.) ที่จังหวัดกาฬสินธุ์
ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)
จ.กาฬสินธุ์ จัดตั้งครั้งแรกในปี 2548 จำนวน 167 แห่ง
ได้รับเงินสนับสนุนจาก พม.จังหวัดฯแห่งละ 1 หมื่นบาทต่อปี ทั้งนี้
เพื่อส่งเสริมความรัก ความอบอุ่นในชุมชน

โดยยึดสถาบันครอบครัวเป็นบรรทัดฐาน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
สู่การเป็นชุมชนเข้มแข็ง ลดความขัดแย้งและปัญหาความรุนแรงในสังคม
ตลอดทั้งส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม
ปลูกจิตสำนึกที่ดีให้กับทุกคนในครอบครัวและในชุมชน
โดยมีเป้าหมายที่จะหล่อหลอมความรัก ความอบอุ่น ความเข้าใจ
ให้เกิดขึ้นในทุกครอบครัว และจากสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน
เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางด้านภาวะอารมณ์

การประกอบอาชีพ วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป
ทำให้เกิดช่องว่างในครอบครัว เกิดความขัดแย้งทางความคิด
นำไปสู่การแตกแยกในครอบครัว และเกิดปัญหาความรุนแรงในสังคม
เพื่อให้การบริหารจัดการศูนย์พัฒนาครอบครัวฯ ดำเนินไปตามวัตถุประสงค์

นายดำรงศักดิ์กล่าวอีกว่า หลายปีที่ผ่านมาพบว่าบางศูนย์ฯ
เกิดปัญหาภายใน เกิดความไม่โปร่งใสในการบริหารจัดการ
เพราะมีกลุ่มบุคคลมาแทรกแซงและแอบอ้างเรียกรับเงินอุดหนุน
ซึ่งต้องทำความเข้าใจทุกแห่งว่าไม่มีการหักเงินใด ๆ เงิน 10,000 บาท
ที่ศูนย์ได้รับสามารถนำมาบริการจัดการเต็มจำนวน
และหากพบว่าคนมีพฤติกรรมต่าง ๆ
ก็ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่หรือเข้าไปแจ้งความกับตำรวจทันที

ทั้งนี้ เพื่อให้โครงการฯขับเคลื่อนต่อไป
และสร้างประโยชน์สุขให้กับครอบครัวและชุมชน
จึงได้ดำเนินการอบรมประธานศูนย์ฯ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
เพื่อให้การดำเนินงานก้าวไปในทิศทางเดียวกัน
มีเป้าหมายที่จะขับเคลื่อนทั้ง 167 ศูนย์ทั่วจังหวัดฯในเร็วๆนี้
โดยจะมีเจ้าหน้าที่ติดตามประเมินผล เพื่อผลสัมฤทธิ์ของโครงการฯ
และเป็นการป้องปรามปัญหาการทุจริต ดังที่เคยเกิดขึ้น
และอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างถึงที่สุด

เมื่อดำเนินการอย่างรัดกุมและคุมเข้มจะทำให้โครงการฯมีความคืบหน้า
บรรลุตามวัตถุประสงค์ สร้างความรัก
ความอบอุ่นและความเข้าใจให้เกิดขึ้นในครอบครัว
บรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการฯ

วิกฤตกุ้งก้ามกรามอาหารกุ้งแพงหันมาทำเองลดต้นทุนได้ผล

กาฬสินธุ์ - ราคาอาหารสำเร็จรูปกุ้งก้ามกรามขึ้นอีก
ส่งผลกระทบต่ออาชีพเลี้ยงกุ้งก้ามกรามที่จังหวัดกาฬสินธุ์อย่างต่อเนื่อง
เนื่องจากต้นทุนการเลี้ยงเพิ่มสูงขึ้นมาก ทำให้ประสบปัญหาขาดทุน
เผยยอดชาวนากุ้งหลายร้อยรายต้องเลิกกิจการแล้วหลังสู้ไม่ไหว
ขณะที่ได้มีชาวนากุ้งบางรายหันไปผลิตอาหารใช้เอง
สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ผลมากกว่า 50%

นายเอกพงษ์ เหล่าก้อนคำ ชาวนากุ้งบ้านตูม หมู่ 19 ต.บัวบาน
อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า
ธุรกิจการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามที่เคยเฟื่องฟู มีพื้นที่ใช้ในการเลี้ยงนับ
10,000 ไร่ ทำให้กุ้งก้ามกรามได้ชื่อว่าเป็นสัตว์เศรษฐกิจอันดับหนึ่งของ
จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเคยสร้างรายได้ให้ชาวนากุ้งโดยรวมปีละนับร้อยล้านบาท
แต่ปัจจุบันสถานการณ์การเลี้ยงกุ้งซบเซามาก

เนื่องจากต้นทุนการเลี้ยงสูงขึ้น ทั้งค่าพันธุ์กุ้งที่นำมาเลี้ยง
เฉลี่ยตัวละ 10-30 สตางค์ และค่าอาหารสำเร็จรูปถุงละ 610 บาท
ต้นทุนที่ใช้ในการเลี้ยงไร่ละประมาณ 4 หมื่นบาท
เป็นสาเหตุให้ชาวนากุ้งประสบปัญหาขาดทุนซ้ำซาก
จึงทยอยลดพื้นที่เลี้ยงลงเรื่อยๆ
คาดว่าทั่วจังหวัดฯในปีนี้มีพื้นที่เลี้ยงกุ้งประมาณ 1,000 ไร่เท่านั้น

นายเอกพงษ์กล่าวว่า สำหรับตนที่ยังเลี้ยงกุ้งก้ามกรามต่อไป
ได้คิดหาวิธีลดต้นทุนการเลี้ยงกุ้งด้วยการผลิตอาหารใช้เอง
โดยหาวัตถุดิบและส่วนผสมที่หาได้ในพื้นที่ เช่น หอยเชอรี่ ปลาสด เศษอาหาร
รำข้าว และอาจจะซื้ออาหารหมู อาหารไก่ มาเป็นส่วนผสมด้วย
จากนั้นนำมาเข้าเครื่องบดและอัดเม็ด ก่อนนำไปผึ่งแดดให้แห้ง
ลงทุนครั้งละประมาณ 3,000 บาท ได้อาหารอัดเม็ดประมาณ 10 ถุง บรรจุถุงละ
25 กิโลกรัม หรือจำนวน 250 กิโลกรัม

ขณะ ที่หากนำเงินจำนวนดังกล่าวไปซื้ออาหารสำเร็จรูปก็จะได้เพียง 5
ถุง และบรรจุน้อยกว่าเพียงถุงละ 20 กิโลกรัม หรือได้แค่ 100
กิโลกรัมเท่านั้น ฉะนั้น การผลิตอาหารกุ้งใช้เอง
จึงเป็นการประหยัดรายจ่ายมากกว่า 50%
และเป็นวิธีที่จะทำให้ธุรกิจการเลี้ยงกุ้งอยู่ได้
โดยจะไม่ต้องเสี่ยงกับการขาดทุนเหมือนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ชาวนากุ้ง จ.กาฬสินธุ์
กำลังเผชิญปัญหาหลายด้านทั้งค่าอาหารกุ้งแพง
อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องน้ำเนื่องจากการก่อสร้างปรับปรุงเขื่อนลำปาวที่การ
ส่งน้ำจะยังมีปัญหา รวมทั้งสภาพอากาศที่แปรปรวนตลอดเวลา
ที่ผ่านมีกุ้งของเกษตรกรน๊อคตายจำนวนมาก แต่ก็ไม่ได้รับการเหลียวแล
หรือมีค่าชดเชยจากทางราชการแต่อย่างใด

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เยาวชนกาฬสินธุ์เดินรณรงค์สร้างความสมานฉันท์

กาฬสินธุ์ - เด็กนักเรียนในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์
ออกเดินรณรงค์เรียกร้องสมานฉันท์ในสังคม
พร้อมปฏิญาณจะจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์
และจะปกป้องสถาบันสำคัญของชาติ พร้อมจัดนิทรรศการรำลึก 77 ปี
การเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย เพื่อมุ่งเสริมสร้างความรู้แก่เยาวชน

ที่จังหวัดกาฬสินธุ์ นายสุวิทย์ สุบงกฎ
รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ นายภิญโญ รัตนศาสตร์
นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ นำข้าราชการ
และนักเรียนในสถานศึกษาหลายแห่งของจ.กาฬสินธุ์ร่วมเดินรณรงค์
เพื่อสร้างความสมานฉันท์
และเชิญชวนประชาชนชาวจ.กาฬสินธุ์ร่วมปกป้องสถาบันหลักของชาติบ้านเมืองโดยมี
ข้าราชการ นักเรียนและประชาชน เข้าร่วมกว่า 1,000 คน ขบวนรณรงค์ยาวกว่า 1
กิโลเมตร

นายภิญโญ รัตนศาสตร์ นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ กล่าวว่า
เพื่อเสริมสร้างความสมานฉันท์ในสังคม
และปลุกพลังมวลชนขึ้นมารักษาและปกป้องสถาบันสำคัญของชาติ
โดยเฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์
ที่ถือเป็นที่สุดของชาติบ้านเมืองให้คงอยู่ต่อไป
จึงระดมพลังมวลชนโดยเฉพาะเด็กนักเรียนที่จะเป็นกำลังสำคัญ
ในการเรียกร้องให้เกิดความสมานฉันท์สามัคคี ในยามบ้านเมืองวุ่นวาย
และเต็มไปด้วยวิกฤตทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม
นอกจากนี้การกล่าวคำสัตย์ปฏิบัติ
ในการที่จะยึดมั่นและรักษาสถาบันหลักของชาติ

กิจกรรมนอกเหนือจากการเดินรณรงค์รอบเมืองกาฬสินธุ์
ด้วยขบวนยาวกว่า 1 กิโลเมตรแล้ว
ทางเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ยังได้จัดนิทรรศการพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
และนิทรรศการเล่าประวัติความเป็นมาของวันที่ 24 มิถุนายน
วันสำคัญของชาติอีกวันหนึ่ง ที่ถือเป็นประวัติศาสตร์ของไทย
เนื่องจากเป็นวันเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากแบบสมบูรณาญาสิทธิราช
เป็นระบอบประชาธิปไตยที่ปีนี้เป็นปีที่ 77

ทั้งนี้ มุ่งเน้นให้เยาวชนได้รับรู้ข้อมูลประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่สำคัญ
เพื่อที่จะนำไปเป็นข้อมูลเพื่อที่จะรณรงค์สมานฉันท์ในครอบครัว หมู่บ้าน
และชุมชนที่ตนเองอาศัย ตลอดทั้งเป็นการสร้างจิตสำนึกให้ชาวกาฬสินธุ์
ได้ร่วมปกป้องสถาบันสำคัญของชาติ ให้บังเกิดความสงบ สันติ สามัคคี

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000071418

รพ.กาฬสินธุ์ออกหน่วยรณรงค์ป้องกัันหวัด 2009

กาฬสินธุ์ - โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ออกหน่วยเคลื่อนที่รณรงค์การป้องกันโรคไข้หวัด
2009 ในสถานศึกษา เน้นสอนการล้างมือให้ถูกวิธีกับเด็กนักเรียน
และคัดแยกเด็กป่วยไข้หวัด ตัวร้อน เป็นไข้ ออกจากกลุ่ม

วันนี้ (24 มิ.ย.) ที่โรงเรียนเซนต์ยอแซฟกาฬสินธุ์
เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ นายแพทย์สมปอง เจริญวัฒน์
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ พร้อมเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลกาฬสินธุ์
และเจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
จัดหน่วยเคลื่อนที่รณรงค์ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009
โดยมีนายสุรศักดิ์ พงษ์พิศ ผู้จัดการโรงเรียนเซนต์ยอแซฟ นำคณะครู
นักเรียน จำนวน 3000 คนร่วมโครงการ

นายแพทย์สมปอง เจริญวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกาฬสินธุ์กล่าวว่า
จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009
ที่กำลังแพร่ระบาดในหลายประเทศ
และในประเทศไทยพบผู้ได้รับรับเชื้อแล้วจำนวน 889 ราย
ซึ่งนับว่าเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงมาก โรงพยาบาลกาฬสินธุ์
จึงได้ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
จัดหน่วยเคลื่อนที่รณรงค์ป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อดังกล่าว
นำร่องที่สถานศึกษาทุกแห่ง

ทั้ง นี้
เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้เด็กรู้จักการป้องกันตนเอง
และนำความรู้ที่ได้รับไปขยายผลสู่ครอบครัวและสังคม
ที่จะเป็นการระงับและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดอย่างได้ผล


นายแพทย์สมปองกล่าวอีกว่า
โครงการรณรงค์ครั้งนี้ได้เน้นการสอนล้างมือให้สะอาดที่ถูกวิธี
ที่จะเป็นการป้องกันเชื้อขณะรับประทานอาหาร และมีการแจกหน้ากากอนามัย
เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อเข้าทางระบบหายใจ
ให้เด็กนำไปปฏิบัติอย่างถูกต้อง ทั้งในสถานศึกษาและนำไปใช้ที่บ้าน
ที่จากการรณรงค์ดังกล่าว

โดยมอบหมายให้โรงพยาบาลอำเภอ สาธารณสุขอำเภอทุกแห่ง
จัดหน่วยเคลื่อนที่แนะนำให้ความรู้ให้ครอบคลุมสถานศึกษาทุกแห่งทั้ง 3
เขตพื้นที่การศึกษา จะสามารถป้องกันการได้รับเชื้อดังกล่าวอย่างได้ผล

อย่าง ไรก็ตาม ได้มีการกำชับให้ทางโรงเรียน
ได้เข้มงวดและดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด ซึ่งหากพบว่ามีเด็กป่วยมีอาการเป็นไข้
ตัวร้อน ให้คัดแยกออกจากกลุ่มนักเรียนทั้งหมดออก
พร้อมให้นำตัวเข้าพบแพทย์อย่างเร่งด่วน ทั้งนี้
ฝากเตือนไปถึงกลุ่มผู้ปกครองด้วย

ชาวนาเมืองน้ำดำล่าต่อหัวเสือ เชื่อกินแล้วหายปวดเมื่อย

ชาวนาเมืองน้ำดำล่าต่อหัวเสือ เชื่อกินแล้วหายปวดเมื่อย
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 มิถุนายน 2552 10:45 น.
กาฬสินธุ์ -
ชาวนาที่จังหวัดกาฬสินธุ์ออกล่าต่อหัวเสือเพื่อนำตัวอ่อนมาเป็นอาหาร
เชื่อในสรรพคุณเป็นยาบำรุงร่างกาย หายปวดเมื่อยจากการทำนา
ทำให้ราคาสูงถึงตัวละ 2 บาท
ขณะที่นายแพทย์สาธารณสุขเตือนอันตรายอาจถูกต่อหัวเสือต่อยถึงกับเป็นอัมพาต
และเสียชีวิตเฉียบพลัน!

ย่างเข้าสู่ฤดูกาลทำนา
ชาวนาในจังหวัดกาฬสินธุ์ที่อาศัยอยู่ในเขตชนบทมักจะแสวงหาอาหารแปลกๆ
มาเป็นอาหารบำรุงร่างกาย และผ่อนคลายความปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
บางครั้งถึงกับต้องเสี่ยงภัยเอาชีวิตเข้าแลก
โดยเฉพาะการหาจับหนอนหรือตัวอ่อนของต่อหัวเสือ
ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีพิษสงร้ายแรง และหากหาได้จำนวนมาก
ยังนำมาจำหน่ายเป็นรายได้อีกด้วย โดยขณะนี้ซื้อขายกันตัวละ 2 บาททีเดียว

นายสมาน ภูใบบัง อายุ 65 ปี ชาวนาตำบลบัวบาน อำเภอยางตลาด
จังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า ตัวอ่อนหรือหนอนของต่อหัวเสือ
นับเป็นอาหารยอดฮิตของชาวนา ส่วนมากจะนำมาก้อยสุก ก้อยดิบ หรือหมกใบตอง
ที่จะให้รสชาตินุ่มเหนียว หอม มัน
ซึ่งหมายถึงการให้พลังงานและสารอาหารที่สูงกว่าอาหารทั่วไป

จึง กลายเป็นอาหารยอดนิยมของชาวไร่ชาวนาและผู้ที่ใช้แรงงาน
ทำให้พากันออกหาล่ามาเป็นอาหารบำรุงร่างกาย ส่งผลให้มีราคาสูงขึ้น
ทุกปีที่ผ่านมาซื้อขายกันตัวละ 50 สตางค์ ปีนี้เริ่มหายากมากขึ้น
ขณะที่คนนิยมมากขึ้น และการจับก็ยุ่งยากและเสี่ยงอันตรายมาก
จึงมีการปรับขึ้นราคาเป็นตัวละ 2 บาท

ด้าน นพ.พิสิทธ์ เอื้อวงศ์กูล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
กล่าวว่า การออกหาตัวอ่อนของต่อหัวเสือมาเป็นอาหาร
ที่เชื่อว่าตัวอ่อนมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงร่างกายนั้น
เป็นเพียงความเชื่อของบ้าน ในกลุ่มที่ชอบแสวงหาอาหารแปลกๆมาทำกิน
ซึ่งวิธีการจับก็ควรจะใช้ภูมิปัญญาโดยใช้ไฟลนที่รังเพื่อให้ความร้อนทำลาย
ตัวต่อ ไม่ควรใช้สารเคมีฉีดพ่นโดยเด็ดขาด
การนำมารับประทานก็ควรที่จะผ่านการปรุงสุก

เพื่อจะได้ไม่เสี่ยงกับการได้รับสารพิษหรือเชื้อโรค
และให้ระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยด้วย
เพราะต่อหัวเสือเป็นสัตว์ที่ดุร้าย มีพิษสงร้ายแรงมาก
โดยจะปล่อยพิษออกทางเหล็กใน หากใครถูกต่อยจะทำให้เจ็บปวดมาก
ถึงกับช็อคหมดสติในเฉียบพลัน เพราะพิษของมันจะกระจายเข้าสู่กระแสเลือด
และทำลายระบบประสาทจนเป็นอัมพาต
บางคนถูกตัวต่อรุมต่อยหลายตัวอาจจะทำให้เสียชีวิตในฉับพลัน

จึงขอเตือนประชาชนที่ออกหาจับตัวอ่อนของต่อหัวเสือมาเป็นอาหาร
ควรมีการป้องกันตัวที่ดี เพื่อที่จะไม่ถูกตัวต่อหัวเสือต่อยเสียชีวิต

รพ.กาฬสินธุ์วางมาตรการเข้มสกัดการแพร่ระบาดหวัดใหญ่ 2009

กาฬสินธุ์ -โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ วางมาตรการป้องกันเชิงรุก
ป้องกันแพร่ระบาดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009
หลังพบผู้ต้องสงสัยติดเชื้อแล้ว 1 ราย
เผยเร่งบูรณาการสร้างความร่วมมือกับทุกหน่วยงาน
พร้อมระดมพนักงานทำความสะอาดโรงพยาบาลครั้งใหญ่ สกัดการแพร่ระบาด

นายแพทย์ สมปอง เจริญวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกาฬสินธุ์
กล่าวว่า นับจากเกิดการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009
เป็นต้นมา โรงพยาบาลกาฬสินธุ์
ได้เร่งบูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานสาธารณสุขกาฬสินธุ์
สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดกาฬสินธุ์
และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ในการรณรงค์และประชาสัมพันธ์
พร้อมกำหนดมาตรการป้องกันเชิงรุก

ทั้งจัดซ้อมแผนรับมือ จัดหน่วยเคลื่อนที่บริการให้ความรู้ กำชับ
รพ.และสถานพยาบาลทุกแห่ง แจกหน้ากากอนามัย
ป้องกันการได้รับเชื้อและแพร่เชื้อ ทั้งยังได้จัดโครงการคลีนนิงเดย์
โดยระดมกำลังพนักงานทำความสะอาด และฆ่าเชื้อในสถานบริการอย่างต่อเนื่อง

นพ.สมปอง กล่าวอีกว่า สำหรับที่โรงพยาบาลกาฬสินธุ์
หลังจากได้พบพบผู้ต้องสงสัยได้รับเชื้อไข้หวัด 2009 จำนวน 1 ราย
ได้กระตุ้นจิตสำนึกให้เจ้าหน้าที่ แพทย์ พยาบาล
รวมทั้งประชาชนที่มาใช้บริการ ให้ตื่นตัว ระวังภัย
และตระหนักในปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น จึงได้จัดโครงการคลีนนิงเดย์
นำพนักงานทำความสะอาดครั้งใหญ่ ทั้งบริเวณลานจอดรถ ที่พักญาติ
ห้องผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน และตามบริเวณที่อับต่างๆ
ตลอดทั้งทำความสะอาดเครื่องมือแพทย์

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างจิตสำนึก
และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนที่มาใช้บริการ
จะไม่ต้องวิตกว่าจะพบผู้ต้องสงสัยได้รับเชื้อหวัด 2009 เป็นรายที่ 2
และป้องกันไม่ให้มีใครได้รับเชื้อโรคอื่นๆ อีกด้วย

วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2552

สาธารณสุขกาฬสินธุ์จับมือท้องถิ่นพัฒนาศักยภาพ อสม.

สาธารณสุขกาฬสินธุ์จับมือท้องถิ่นพัฒนาศักยภาพ อสม.
from MOPH-ข่าวภูมิภาค by สำนักสารนิเทศ
สาธารณ สุขจังหวัดกาฬสินธุ์ร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์
จัดอบรมพัฒนาศักยภาพ อสม. เกือบ ห้าพัน เพื่อไปปฏิบัติงานในหมู่บ้าน
สุขศาลาต้นแบบ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยนายแพทย์พิสิทธิ์
เอื้อวงศ์กูล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดร่วมกับนางชะม้อย วรามิตร
นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ได้ เปิดเผยร่วมกัน
ถึงความร่วมมือในการพัฒนาศักยภาพ อสม. ในหมู่บ้านพัฒนาสุขศาลา (ศสมช.)
ต้นแบบ ว่าเป็นการอบรมให้ความรู้แก่
อสม.ให้มีความสามารถในการให้บริการและดำเนินงานสาธารณสุขผสมผสานในหมู่บ้าน
โดยใช้ หลักสูตรมาตรฐาน อสม.จังหวัดกาฬสินธุ์
ซึ่งเป็นหลักสูตรที่จังหวัดกาฬสินธุ์พัฒนาขึ้น สำหรับการพัฒนา อสม.
เป็นการเรียนรู้ทฤษฎีและแบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติ 5 วัน เสร็จแล้ว
อสม.ไปฝึกงานที่โรงพยาบาลและสถานีอนามัยต่ออีก 5 วัน
ในการอบรมครั้งนี้แบ่งเป้าหมายการอบรมเป็น 2 รอบ โดยในรอบแรก
ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน
3,085 คน แบ่งเป็น 49 รุ่น รอบที่ 2
ได้รับงบจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 1,710 คน แบ่งเป็น
30 รุ่น รวม 2 รอบ 79 รุ่น 4,795 คน
กระจายกันในทุกพื้นที่ของจังหวัดกาฬสินธุ์
ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการอบรม นางวาสนา รัดที อสม.ดีเด่นระดับจังหวัด
จาก ต.เหนือ อ.เมือง หนึ่งในผู้เข้าอบรมหลักสูตร นี้กล่าวว่า
รู้สึกภูมิใจที่ได้เข้ารับการอบรมหลักสูตรนี้
เนื่องจากได้เรียนรู้อะไรมากมาย ทั้งได้ฝึกปฏิบัติด้วย ตั้งแต่เป็น
อสม.มา การอบรมครั้งนี้ถือว่าได้สร้างความมั่นใจและความภูมิใจและการมีอุดมการณ์ใน
การเป็น อสม. อย่างดียิ่ง ตั้งใจจะนำความรู้ไปปฏิบัติงานที่สุขศาลา
ไปพัฒนาและดูแลสุขภาพแก่พี่น้องในหมู่บ้านให้มีสุขภาพที่ดีต่อไป
งานประชาสัมพันธ์ พิทักษ์ กาญจนศร ข่าว 22 มิถุนายน 2552
---------------------------------------
พบผู้ป่วยไข้หวัดในเด็กที่กาฬสินธุ์พุ่งน่าห่วง
from MOPH-ข่าวภูมิภาค by ASTV ผู้จัดการออนไลน์
กาฬสินธุ์ -นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ กำชับผู้อำนวยการชุมชน 13
แห่ง พร้อมรับมือไขหวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่
เนื่องจากพบจำนวนผู้ป่วยในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี
ป่วยเป็นไข้หวัดสูงถึงวันละ 500 คน นพ.พิสิทธิ์ เอื้อวงศ์กูล
นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า
ถึงแม้การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009
จะยังไม่แพร่ระบาดเข้ามาในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์
แต่จากการติดตามก็พบว่า
ปัญหาสภาพอากาศแปรปรวนส่งผลให้มีประชาชนเกิดล้มป่วยเพิ่มขึ้น
โดยเฉพาะในกลุ่ม ผู้สูงอายุ และเด็กเล็ก จนทำให้หลายฝ่ายเกรงว่า
เมื่อผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจะทำให้เกิดปัญหาด้านการรักษา ทั้งนี้
ได้กำชับไปยัง ผู้อำนวยการทั้ง 13 แห่ง
ให้เฝ้าติดตามจำนวนผู้ป่วยในทุกโรคโดยเน้นไปที่เด็กเล็ก
ที่ทราบมาว่าในแต่ละวันจะมี เด็กอายุ 15
ปีลงมาป่วยเข้าตรวจที่โรงพยาบาลถึงวันละ 500
คนต่อวันที่ส่วนใหญ่จะเป็นโรคไข้หวัด
แต่ในการทำงานเพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่
ก็ได้ทำการคัดกรองตรวจสุขภาพ ซึ่งหลังจากทำการประเมินก็พบว่า
ทุกโรงพยาบาลมีความพร้อมในการรักษา
อย่างไรก็ตามเนื่องจากจังหวัดข้างเคียงพบโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่
ประชาชนทั่วไปที่มีญาติต้องสงสัยก็ควรที่จะเข้าตรวจสุขภาพทันทีทั้งนี้เพื่อ
เป็นการร่วมกันรณรงค์ป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดของโรคนี้

------------------------------


สาธารณสุขกาฬสินธุ์พัฒนา "อสม. มหาลัย"
from MOPH-ข่าวภูมิภาค by สำนักสารนิเทศ
สาธารณ สุขจังหวัดกาฬสินธุ์ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยบูรพาพัฒนาศักยภาพ
อสม.ในหลักสูตร อสม.ขั้นสูง เพื่อไปปฏิบัติงานใน สุขศาลาต้นแบบ
จากนโยบายของนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ นายแพทย์พิสิทธิ์
เอื้อวงศ์กูล ที่ได้ฟื้นฟูพัฒนาปรับปรุงศูนย์สาธารณสุขมูลฐานประจำชุมชน
(ศสมช.) ให้กลับมาใหม่ ภายใต้ชื่อ "สุขศาลา"
วัตถุประสงค์ประการหนึ่งในการตั้งสุขศาลาคือการให้เป็นสถานที่ให้บริการ
รักษาพยาบาลเบื้องต้น การคัดกรองผู้ป่วยเบื้องต้น แก่ประชาชนในหมู่บ้าน
ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนา
อสม.ให้มีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานดังกล่าว นอกจากจะให้
อสม.ทุกคนในหมู่บ้านผ่านการอบรมหลักสูตรมาตรฐาน อสม.
จังหวัดกาฬสินธุ์แล้ว ยังคัดเลือก อสม.อีก 1 คน ให้ไปอบรม อสม. ขั้นสูง
ซึ่งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยบูรพา
จังหวัดชลบุรี ได้จัดขึ้น สำหรับหลักสูตร อสม.ขั้นสูง
จัดที่มหาวิทยาลัยบูรพา โดยวิทยากรเป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัย
อบรมทฤษฎีและฝึกปฏิบัติ 5 วัน กลับมาฝึกงานที่พื้นที่อีก 5 วัน
จำนวนผู้เข้าอบรมรุ่นแรกจำนวน 91 คน ซึ่งได้อบรมไปแล้วระหว่างวันที่ 25
-29 พฤษภาคม 2552 จากการสังเกตุและสอบถามพบว่า อสม.มีความตั้งใจ
มีความตื่นเต้นและกระตือรือร้นในการเรียนรู้มาก
ทำให้มีความมั่นใจมากขึ้นในการที่จะปฏิบัติงานในสุขศาลา ทั้งนี้
อสม.ที่เข้าอบรมยังได้รับคำชมเชยจากอาจารย์ผู้สอนด้วย
สำหรับการอบรมในรุ่นต่อไป นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
กล่าวว่าจะจัดให้ไปอบรมแน่นอน คาดว่าจะประมาณเดือนกันยายน 2552
เนื่องจากอยากจะให้มี อสม.ที่เชี่ยวชาญด้านการรักษาพยาบาลอย่างน้อย 1 คน
ที่เป็นตัวหลักในแต่ละหมู่บ้านที่มี สุขศาลา
เพื่อการบริการและเชื่อมต่อโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลต่อไป
งานประชาสัมพันธ์ พิทักษ์ กาญจนศร ข่าว 22 มิถุนายน 2552

-------

ฟื้น ศสมช.กลับมาใหม่ภายใต้ชื่อ "สุขศาลากาฬสินธุ์"

from MOPH-ข่าวภูมิภาค by สำนักสารนิเทศ
จังหวัด กาฬสินธุ์ ปรับยุทธศาสตร์การพัฒนาสุขภาพในชุมชน
เน้นประชาชนดูแลสุขภาพกันเอง โดยฟื้นฟูพัฒนาปรับปรุง ศสมช. ขึ้นมาใหม่
ใส่ชื่อว่า "สุขศาลา กาฬสินธุ์" นายแพทย์พิสิทธิ์ เอื้อวงศ์กูล
นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า
ยุทธศาสตร์สาธารณสุขของจังหวัดกาฬสินธุ์ได้มุ่งเน้นให้ประชาชนสามารถดูแล
สุขภาพกันเอง ภายใต้วิถีชีวิตและภูมิปัญญาของชุมชน
ได้มีนโยบายหลายด้านที่จะส่งเสริมและพัฒนางานสาธารณสุขในระดับหมู่บ้านและ
ชุมชน แนวทางหนึ่งที่กำลังดำเนินการในขณะนี้คือการฟื้นฟูพัฒนาปรับปรุงศูนย์สาธารณ
สุขมูลฐานประจำชุมชน (ศสมช.)
ให้กลับมาใหม่ในบริบทที่แตกต่างและดีกว่าเดิม
โดยจัดทำสัญลักษณ์หรือโลโก้ให้ชุมชนคนกาฬสินธุ์สื่อเข้าใจตรงกัน
ภายใต้ชื่อที่ชุมชนคัดเลือกแล้วว่า "สุขศาลา" สุขศาลา กาฬสินธุ์
มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เป็นสถานที่ปฏิบัติงานของ
อสม.เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านสุขภาพ เป็นที่นัดหมาย ประชุม ประสานงาน
และให้บริการสาธารณสุขผสมผสานในชุมชน เช่น การตรวจวัดความดัน
การปฐมพยาบาล การรักษาพยาบาลเบื้องต้น โดยมี อสม.เป็นผู้ให้บริการ
สำหรับในปีนี้ ตั้งเป้าหมายสุขศาลาต้นแบบรวมทั้งที่ อบต./
เทศบาลสนับสนุนการปรับปรุงด้วย จำนวน 275 แห่ง
ในส่วนการปรับปรุงสถานที่ได้สนับสนุนงบแห่งละ 20,000 บาท บาท
และได้สนับสนุนครุภัณฑ์เครื่องมือที่จำเป็นลงไปให้อีก นายแพทย์พิสิทธิ์
เอื้อวงศ์กูล กล่าวเพิ่มเติมว่า
นอกจากจะมีการพัฒนาปรับปรุงสถานที่และเครื่องไม้เครื่องมือแล้ว
ยังได้มีการพัฒนาศักยภาพ อสม.
ที่จะปฏิบัติงานในหมู่บ้านสุขศาลาต้นแบบทุกคน
โดยใช้การอบรมหลักสูตรมาตรฐาน อสม.จังหวัดกาฬสินธุ์
ซึ่งเป็นหลักสูตรเข้มข้นเรียนทฤษฎี 5
วันฝึกงานที่โรงพยาบาลและสถานีอนามัยอีก 5 วัน นอกจากนี้ยังให้คัดเลือก
อสม. อีก 1 คนต่อหมู่บ้านเข้ารับการอบรมหลักสูตร อสม.ขั้นสูง
ที่มหาวิทยาลัยบูรพา
เพื่อให้กลับมาเป็นผู้ให้บริการแก่ประชาชนในชุมชนได้อย่าง มั่นใจและ
มีประสิทธิภาพต่อไป งานประชาสัมพันธ์ พิทักษ์ กาญจนศร ข่าว 22 มิถุนายน
2552

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552

พบผู้ป่วยไข้หวัดในเด็กที่กาฬสินธุ์พุ่งน่าห่วง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 มิถุนายน 2552 12:14 น.
กาฬสินธุ์ - นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
กำชับผู้อำนวยการชุมชน 13 แห่ง พร้อมรับมือไขหวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่
เนื่องจากพบจำนวนผู้ป่วยในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี
ป่วยเป็นไข้หวัดสูงถึงวันละ 500 คน

นพ.พิสิทธิ์ เอื้อวงศ์กูล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์
กล่าวว่า ถึงแม้การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009
จะยังไม่แพร่ระบาดเข้ามาในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์
แต่จากการติดตามก็พบว่า
ปัญหาสภาพอากาศแปรปรวนส่งผลให้มีประชาชนเกิดล้มป่วยเพิ่มขึ้น
โดยเฉพาะในกลุ่ม ผู้สูงอายุ และเด็กเล็ก
จนทำให้หลายฝ่ายเกรงว่าเมื่อผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจะทำให้เกิดปัญหาด้านการรักษา

ทั้งนี้ ได้กำชับไปยังผู้อำนวยการทั้ง 13 แห่ง
ให้เฝ้าติดตามจำนวนผู้ป่วยในทุกโรคโดยเน้นไปที่เด็กเล็ก
ที่ทราบมาว่าในแต่ละวันจะมีเด็กอายุ 15 ปีลงมา
ป่วยเข้าตรวจที่โรงพยาบาลถึงวันละ 500
คนต่อวันที่ส่วนใหญ่จะเป็นโรคไข้หวัด
แต่ในการทำงานเพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่
ก็ได้ทำการคัดกรองตรวจสุขภาพ ซึ่งหลังจากทำการประเมินก็พบว่า
ทุกโรงพยาบาลมีความพร้อมในการรักษา

อย่าง ไรก็ตาม
เนื่องจากจังหวัดข้างเคียงพบโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่
ประชาชนทั่วไปที่มีญาติต้องสงสัยก็ควรที่จะเข้าตรวจสุขภาพทันที
ทั้งนี้เพื่อเป็นการร่วมกันรณรงค์ป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดของโรคนี้

เขื่อนลำปาวเตรียมปล่อยน้ำลงพื้นที่ทำการเกษตร

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 22 มิถุนายน 2552 16:00 น.
กาฬสินธุ์-โครงการ ส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว จ.กาฬสินธุ์
เตรียมปล่อยน้ำให้แก่เกษตรกรเพื่อการทำนาปีในฤดูกาลผลิต 2552
ขณะที่เกษตรกรหลายพื้นที่เริ่มทำการเกษตรแล้วหลังฝนตกชุกในพื้นที่
ขณะที่พื้นที่ลุ่มกำลังได้รับความเดือดร้อนจากน้ำไหลหลากเข้าท่วมที่นา

โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว จ.กาฬสินธุ์ แจ้งว่า
ขณะนี้ทางเขื่อนลำปาวกำลังเริ่มส่งน้ำเพื่อการเกษตรหลังปิดการส่งน้ำมา
ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา
เพื่อทำการปรับปรุงซ่อมแซมคลองส่งน้ำในพื้นที่เขตชลประทาน
และเพื่อให้เกษตรกรได้ทำการเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง
ซึ่งขณะนี้ทางโครงการจะเริ่มส่งน้ำเต็มระบบในวันที่ 23 มิถุนายนนี้
โดยจะส่งน้ำตามคลองชลประทานสายใหญ่ทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวา

ในปีนี้ปริมาณน้ำของเขื่อนลำปาวยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ
โดยมีระดับการกักเก็บอยู่ที่ร้อยละ 33 หรือประมาณ 466 ล้านลูกบาศก์เมตร
และสามารถใช้น้ำได้เพียง 391 ล้านลูกบาศก์เมตร
เนื่องจากเขื่อนลำปาวอยู่ระหว่างการปรับปรุงและก่อสร้างเขื่อน

อย่างไรก็ตาม
เขื่อนลำปาวยืนยันว่าหากถึงช่วงน้ำหลากเขื่อนลำปาวจะสามารถรองรับปริมาณน้ำ
ได้ และประชาชนไม่ต้องกังวลกับปัญหาน้ำท่วมหรือปัญหากับโครงสร้างของเขื่อนเพราะ
ตัวเขื่อนมีความแข็งแรงดีอยู่

สำหรับเกษตรกรในหลายพื้นที่ของ จ.กาฬสินธุ์
เริ่มที่จะทำการปักดำนากันแล้ว โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่ม
แต่เบื้องต้นหลังจากที่ฝนตกชุกในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ ติดต่อกันหลายวัน
กลับทำให้นาข้าวของเกษตรกรในพื้นที่เสียหายไปบางส่วนแล้ว

โดยเฉพาะนาลุ่มของเกษตรกร ต.ลำชี อ.ฆ้องชัย ที่ติดกับลำน้ำชี
และลำน้ำปาวมีพื้นที่นาข้าวที่ปักดำและหว่านข้าวแล้ว
ถูกน้ำท่วมขังเสียหายแล้ว 200 ไร่
เกษตรกรต้องลงทุนนำเครื่องสูบน้ำมาตั้งเพื่อระบายน้ำออกจากที่นาของตนเอง
ถึงแม้ว่าจะต้องรับภาระค่าน้ำมันแพงด้วยก็ตาม
โดยหวังให้ลดความเสียหายในนาข้าว

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2552

กาฬสินธุ์พบผู้ต้องสงสัยไข้หวัด 2009

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 18 มิถุนายน 2552 19:26 น.
กาฬสินธุ์- โรงพยาบาลกาฬสินธุ์
พบผู้ต้องสงสัยได้รับเชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2009
โดยเป็นนักศึกษาที่เดินกลับมาจากประเทศอเมริกา ขณะที่ สสจ.จังหวัดฯ
กำชับสถานพยาบาลทุกแห่งระวังเข้ม 24 ชั่วโมง

นพ.สมปอง เจริญวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ กล่าวว่า
จากการที่โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ได้รณรงค์ด้านการเฝ้าระวัง
ตลอดทั้งคัดกรองคนไข้ผู้มาใช้บริการที่โรงพยาบาลกาฬสินธุ์โดยตลอด
ทั้งนี้เพื่อป้องกันการติดเชื้อและการแพร่ระบาด รวมทั้งคัดกรองคนไข้
และผู้เข้าข่ายที่อาจจะได้รับเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ ใหม่ 2009 ชนิด A
(H1N1) ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ โดยที่จังหวัดกาฬสินธุ์
ได้พบผู้ต้องสงสัยได้รับเชื้อดังกล่าวแล้ว 1 ราย

สอบประวัติพบว่าเป็นนักศึกษาหญิงอายุประมาณ 20 ปี
ภูมิลำเนาตำบลไผ่ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์
ที่เดินทางมาจากมลรัฐหลุยส์เซียน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 10
มิ.ย. แล้วมีอาการเจ็บคอ ไม่สบาย
ญาติได้นำส่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลกาฬสินธุ์
ในเบื้องต้นจึงได้ดำเนินการวินิจฉัยโรคที่ห้องแยกโรคติดต่อทางเดินอากาศ
และรอพิสูจน์ผล 24 ชั่วโมง

ด้าน นพ.พิสิทธิ์ เอื้อวงศ์กูล
นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์กล่าวว่า โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่
2009 ชนิด A (H1N1) ยังมีการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในหลายประเทศ
โดยในประเทศไทย พบว่ามีผู้ได้รับเชื้อดังกล่าวแล้วประมาณ 410 ราย
สสจ.กาฬสินธุ์ ได้กำชับสถานพยาบาลและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง

รวม ทั้งผู้นำชุมชน อสม.ในการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด ตลอด 24
ชั่วโมง ที่หากพบผู้ต้องสงสัย ให้รีบนำส่งสถานพยาบาลใกล้บ้านทันที
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันและควบคุม ไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อดังกล่าว

อย่าง ไรก็ตาม
สำหรับคนไข้ที่ต้องสงสัยที่เข้ารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลกาฬสินธุ์
จากการวินิจพบว่าเป็นเพียงอาการไข้หวัดธรรมดา
เนื่องจากร่างกายปรับสภาพไม่ทัน ที่ขณะที่ได้อนุญาตกลับบ้านแล้ว
ซึ่งสสจ.กาฬสินธุ์และโรงพยาบาลกาฬสินธุ์
ได้รายงานผลให้กระทรวงสาธารณสุขทราบแล้ว
และขณะนี้ยังไม่พบประชาชนชาวจังหวัดกาฬสินธุ์
ได้รับเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ชนิด A (H1N1) แต่อย่างใด

กกต.เมืองน้ำดำติวเข้มอาสาสมัครรับศึกเลือกตั้งท้องถิ่น 106 แห่ง

กาฬสินธุ์ - สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จังหวัดกาฬสินธุ์
จัดตั้งอาสาสมัครและผู้ประสานงานเลือกตั้ง
เพื่อเตรียมพร้อมรับศึกเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะมีขึ้นในปี 2552 จำนวน 106
แห่ง ให้เกิดความโปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม

ที่ห้องประชุมสำนักงานเทศบาลตำบลนาจารย์ อำเภอเมือง
จังหวัดกาฬสินธุ์ ดร.ประสิทธิ์ คชโคตร ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานอบรมอาสาสมัครและผู้ประสานงานเลือกตั้ง
ที่ร่วมกับสมาคมนักข่าวกาฬสินธุ์
เพื่อควบคุมและตรวจสอบการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลนาจารย์
และสมาชิกเทศบาลตำบลนาจารย์ ที่มีกำหนดขึ้นในวันที่ 27 มิ.ย.นี้
มีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ารับการอบรมอย่างพร้อมเพรียง

ดร.ประสิทธิ์ คชโคตร ประธานกกต.จังหวัดกาฬสินธุ์กล่าวว่า
จากการที่องค์กรปกครองท้องถิ่นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ทั้งในระดับเทศบาลตำบล
(ท.ต.) และระดับองค์การบริหารส่วนตำบล
(อบต.)จะมีการเลือกตั้งผู้บริหารและสมาชิกสภาฯ ในราวกลางเดือนมิถุนายน
ถึงปลายปี 2552 รวมจำนวน 106 แห่ง ถือเป็นภาระสำคัญที่
กกต.จะต้องควบคุมการเลือกตั้ง ให้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย
จึงได้ร่วมกับองค์กรเอกชนและสถาบันการศึกษา เช่น สมาคมนักข่าวกาฬสินธุ์
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตกาฬสินธุ์
แต่งตั้งอาสาสมัครและผู้ประสานงานเลือกตั้ง ทั้งนี้
เพื่อที่ทุกคนจะได้ร่วมกันทำหน้าที่ตรวจสอบ กำกับดูแลการเลือกตั้ง
ให้เป็นไปด้วยความยุติธรรม ไม่ขัดต่อกฎระเบียบ นอกจากนี้
อาสาสมัครและผู้ประสานงาน
ยังจะได้ทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายการเลือกตั้งที่ไปสู่
ผู้สมัคร และผู้ให้การสนับสนุนผู้สมัคร

ตลอดทั้งผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ให้มีความรู้ความเข้าใจในกฎระเบียบ
และขั้นตอนการเลือกตั้ง ทั้งนี้ เพื่อให้กระบวนการเลือกตั้งโปร่งใส
บริสุทธิ์ ยุติธรรม สามารถที่จะป้องการการทุจริตเลือกตั้ง
ตลอดทั้งสามารถตรวจสอบข้อมูลหลักฐาน
หากมีการร้องเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน นายสุรเดช เคราะห์ดี นายกสมาคมนักข่าวกาฬสินธุ์ กล่าวว่า
ตระหนัก ในความสำคัญของการเลือกตั้งท้องถิ่นที่มีส่วนสัมพันธ์ใกล้ชิดกับชุมชน
และเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับนักข่าว ซึ่งสมาคมนักข่าวกาฬสินธุ์
ได้ถือภารกิจนี้เป็นงานสำคัญ ในอันที่จะร่วมมือกับ กกต.จังหวัดกาฬสินธุ์
ดำเนินการจัดตั้งอาสาสมัครและผู้ประสานการเลือกตั้ง
เพื่อที่ภาคประชาชนจะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการทำงาน

โดยหวังให้อาสาสมัครและผู้ประสานงานรู้หลักการ แนวคิด วิธีปฏิบัติ
เพื่อนำไปแนะนำผู้สมัคร และสอดส่องดูแลการหาเสียง
เพื่อหลีกเลี่ยงและป้องกันปัญหาทุจริตการเลือกตั้ง ทั้งนี้
เพื่อให้การเลือกตั้งดำเนินไปด้วยความสุจริต โปร่งใส
ทุกคนเข้าใจในกฎกติกาโดยเฉพาะจะเป็นการแก้ปัญหาการทุจริตร้องเรียนที่ต้น
เหตุได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งอาสาสมัครและผู้ประสานงานเลือกตั้ง
จะจัดขึ้นในพื้นที่ที่จะมีการเลือกตั้งแห่งละประมาณ 10-16 คน
โดยใช้บุคลากรนอกเขตพื้นที่ที่เลือกตั้ง โดย กกต.จังหวัดกาฬสินธุ์
ได้เริ่มดำเนินการอบรม เพื่อทำความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ โดยขณะนี้
ดำเนินการอบรมเสริมความรู้ให้อาสาสมัคร
และผู้ประสานงานเลือกตั้งแล้วประมาณ 50 คน

ผู้ปกครอง-นักเรียนนามนพิทยาฯ ม็อบไล่ ผอ.บริหารงานไม่โปร่งใส

กาฬสินธุ์ - ผู้ปกครองและนักเรียนโรงเรียนนามนพิทยาคม อำเภอนามน
จังหวัดกาฬสินธุ์กว่า 300 คน ชุมนุมพร้อมยื่นหนังสือถึง
ผอ.สพท.กาฬสินธุ์เขต 3 ไล่ผู้อำนวยการ และให้ย้ายออกนอกพื้นที่ภายใน 24
ชั่วโมง ระบุบริหารงานส่อไปในทางทุจริตและไม่โปร่งใส่หลายโครงการ ด้าน
ผอ.สพท.กาฬสินธุ์เขต 3
ออกคำสั่งย้ายเข้าช่วยราชการและตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง

เมื่อเวลา 10.00 น.วันนี้ (16 มิ.ย.) คณะครู
นักเรียนโรงเรียนนามนพิทยาคม และผู้ปกครองกว่า 300 คน
ถือป้ายชุมนุมหน้าสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 อ.ห้วยผึ้ง
จ.กาฬสินธุ์ พร้อมยื่นหนังสือต่อ ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา
ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์เขต 3 เพื่อให้ย้ายนายวีระชัย
อุดรแผ้ว ผอ.โรงเรียนนามนพิทยาคม อ.นามน จ.กาฬสินธุ์ออกนอกพื้นที่ภายใน
24 ชั่วโมง ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเอาผิดทางวินัย
และให้แต่งตั้งผู้บริหารคนใหม่ที่เป็นคนดีมีคุณธรรมมาเป็นผู้อำนวยการแทน
โดยกลุ่มผู้ชุมนุมระบุว่าบริหารงานไม่โปร่งใส

น.ส.กุสลา น้อยสารบรรณ อายุ 18 ปี นักเรียนชั้น ม.6
ตัวแทนนักเรียน และผู้ปกครอง กล่าวว่า
ขณะนี้นักเรียนและผู้ปกครองของโรงเรียนนามนพิทยาคมกำลังได้รับความเดือดร้อน
จากการบริหารของนายวีระชัย อุดรแผ้ว
ผอ.โรงเรียนนามนพิทยาคมเพราะการบริหารงานของนายวีระชัยตลอดระยะเวลา 1
ปีเศษได้เกิดความเสียหายต่อทางราชการ ส่อไปในทางทุจริต ไม่โปร่งใส
ทำให้นักเรียน ครู ผู้ปกครองไม่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

โดยเฉพาะโครงการเรียนฟรีไม่ 15 ปี ของรัฐบาล
ซึ่งได้มีการรับเงินจากผู้จำหน่ายชุดนักเรียน จำนวน 10 บาทต่อนักเรียน 1
คน และอ้างว่าจะเอาเงินดังกล่าวไปให้แก่ครูผู้ดำเนินการ
จัดทำสมุดโรงเรียนจำหน่ายให้แก่นักเรียนในราคาที่สูงแต่ไม่ได้คุณภาพ
ได้กำไรจากการจำหน่ายสมุด 40,000 บาท นำอุปกรณ์การเรียนต่างๆ เช่น
รองเท้า กระเป๋า ปากกาจำหน่ายให้แก่้นักเรียนราคาสูงกว่าท้องตลาด
โดยไม่มีการเปิดกว้างให้มีการจำหน่ายอุปกรณ์การเรียนมีบางรายเท่านั้นที่ได้
จำหน่าย และนักเรียนไม่ได้รับหนังสือตามรายการที่ครูผู้สอนสั่งซื้อ

น.ส.กุสลา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ผู้อำนวยการยังบกพร่องต่อหน้าที่
ไม่รักษาผลประโยชน์ และไม่ปฏิบัติตามระเบียบราชการ ทั้งการลงโทษนักเรียน
ดุด่านักเรียนและผู้ปกครอง ประพฤติตัวไม่เหมาะสมกับผู้บริหาร
พกพาอาวุธปืนมาโรงเรียน และที่สำคัญไม่มีความเป็นมนุษยสัมพันธ์กับชุมชน
และผู้นำท้องถิ่น อำเภอ

ดังนั้น นักเรียน ครู และผู้ปกครองทั้งหมดที่มาร่วมชุมนุม
จึงขอเรียกร้องให้ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1
ได้ดำเนินการย้ายนายวีระชัย อุดรแผ้ว ออกนอกพื้นที่ภายใน 24 ชั่วโมง
และให้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นตรวจสอบเอาผิดทางวินัย
และให้แต่งตั้งผู้บริหารคนใหม่ที่เป็นคนดี มีคุณธรรมมาดำรงตำแหน่งแทน
โดยที่ไม่ใช่เครือญาตินายวีระชัย
และไม่ให้ลงโทษนักเรียนที่มาร่วมชุมนุมครั้งนี้

ด้าน ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา
ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3
กล่าวภายหลังรับหนังสือร้องเรียนว่า
ได้รับเรื่องดังกล่าวไว้แล้วโดยเบื้องต้นจะออกหนังสือคำสั่งเรียกตัวนายวีระ
ชัย เข้ามาช่วยงานภายในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากาฬสินธุ์เขต 3
เสียก่อน เนื่องจากเห็นว่าไม่สามารถร่วมงาน และยังขัดแย้งกับนักเรียน ครู
และผู้ปกครองอยู่

ส่วนกรณีการร้องเรียนให้ตรวจสอบการบริหารงานที่ไม่โปร่งใส
จะต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง
ซึ่งยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย

ร.ร.เมืองน้ำดำเข้มตรวจสุขภาพนักเรียนหวังสกัดหวัดใหญ่ก่อนลาม

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 มิถุนายน 2552 15:52 น.
กาฬสินธุ์ -โรงเรียน
หลายแห่งในกาฬสินธุ์เร่งรณรงค์ให้ความรู้ในการป้องกันและดูแลรักษาสุขภาพ
เพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อไข้หวัด
ด้านผอ.โรงเรียนย้ำให้อาจารย์ที่ปรึกษา
หมั่นตรวจสุขภาพเด็กพบผิดปกติต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

นายประโยชน์ ฆารไสว ผู้อำนวยการโรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสิทธิ์
เทศบาล 1 จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า
ทางโรงเรียนได้ให้ความสำคัญทั้งการเฝ้าระวัง การเตรียมความพร้อมรับมือ
รวมถึงการป้องกันการติดเชื้อภายในสถานศึกษา
ด้วยการให้ความรู้กับเด็กนักเรียนในสังกัด โดยเน้นให้คณะครูอาจารย์
รวมทั้งอาจารย์ที่ปรึกษาได้ใส่ใจในสุขภาพของเด็กเป็นพิเศษ

โดยเฉพาะเมื่อพบเด็กที่มีการอาการไข้สูง
จะต้องแยกเด็กออกจากเด็กกลุ่มอื่น ๆ
และพาเข้าตรวจรักษาที่โรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน
ทั้งนี้เพื่อป้องกันอย่างครอบคลุมจะอาศัยการประชาสัมพันธ์ทุกรูปแบบ
ที่จะต้องมีการรณรงค์ป้องกันตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ในพื้นที่ยังไม่มีปัญหา
ซึ่งยังไม่สร้างความกังวลให้กับผู้ปกครองมากนัก
แต่ในสถานศึกษายังต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด
โดยเฉพาะการให้ความรู้เรื่องไข้หวัด 2009
ที่จะให้ครูอาจารย์ได้ย้ำเตือนเด็กบ่อยๆ นอกจากนี้แล้ว
ยังให้มีการจัดป้ายนิทรรศการให้ความรู้เรื่องไข้หวัด ตามห้องสมุด
และห้องแนะแนวด้วย

ส่วนในกลุ่มของคณะครูอาจารย์
จะให้เข้าตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลเพื่อเช็กร่างกายเรื่อยๆ ในระยะนี้
รวมทั้งบุคลากรฝ่ายต่างๆ ของโรงเรียนด้วย

ชาวกาฬสินธุ์เตรียมจัดบุญเข้าพรรษายิ่งใหญ่

กาฬสินธุ์ - พุทธสมาคมจังหวัดกาฬสินธุ์
ร่วมกับส่วนราชการและภาคเอกชน
ประชุมเตรียมความพร้อมจัดบุญประเพณีเข้าพรรษา ประจำปี 2552 อย่างยิ่งใหญ่

ที่สำนักงานพุทธสมาคมจังหวัดกาฬสินธุ์ วัดกลาง (พระอารามหลวง)
นางน้อย นิยมพงศ์ นายกพุทธสมาคมจังหวัดกาฬสินธุ์
เป็นประธานประชุมเตรียมความพร้อม จัดประเพณีวันเข้าพรรษา ประจำปี 2552
โดยมีตัวแทนส่วนราชการ-ภาคประชาชน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
ร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

นางน้อย นิยมพงศ์ นายกพุทธสมาคมจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า
เนื่องในโอกาสที่วันเข้าพรรษา ประจำปี 2552 จะเวียนมาถึงในวันที่ 8
กรกฎาคม ที่จะถึงนี้ เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วม
และเตรียมความพร้อมในการจัดงาน ที่นอกจากจะเป็นการสืบสานพระพุทธศาสนา
ให้มีความยิ่งใหญ่ เปิดโอกาสให้ประชาชนชาวจังหวัดกาฬสินธุ์
ได้ร่วมกิจกรรมทางพุทธศาสนา พุทธสมาคมจังหวัดกาฬสินธุ์
จึงได้ประชุมคณะกรรมการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
เตรียมความพร้อมจัดงานให้ดำเนินการด้วยความเรียบร้อย

นางน้อยกล่าวอีกว่า กิจกรรมในงานวันประเพณีเข้าพรรษาประจำปีนี้
นอกจากจะสนับสนุนให้ทุกชุมชน ทุกวัด มีกิจกรรมการทำบุญ บวชชีพราหมณ์
แห่เทียนเข้าพรรษา ฟังเทศน์ฟังธรรมตามประเพณีปฏิบัติ
เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และสืบทอดพุทธศาสนา ที่เป็นศาสนาประชำชาติไทยแล้ว
ยังมีการคัดเลือกผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา

การคัดเลือกสตรีผู้มีผลงานดีเด่นด้านส่งเสริมพระพุทธศาสนา
เพื่อรับรางวัลในวันแม่แห่งชาติ การประกวดอ่านทำนองสรภัญญะ
การประกวดมารยาทงามอย่างไทย ทั้งในระดับนักเรียน นักศึกษา
และประชาชนทั่วไป ทั้งนี้ เพื่อปลูกจิตสำนึก อบรมคุณธรรมจริยธรรม
และสืบสานบุญประเพณีเข้าพรรษาให้มีความยิ่งใหญ่
โดยในการจัดกิจกรรมวันเข้าพรรษาดังกล่าว
ยังจะมีการถ่ายทอดเสียงโดยสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธุจังหวัดกาฬสินธุ์
ให้ประชาชนทางบ้านได้รับฟังอีกด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ปภ.กาฬสินธุ์ติวเข้มอส.ป้องกันภัย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 มิถุนายน 2552 16:52 น.
กาฬสินธุ์-สำนัก งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดกาฬสินธุ์
ติวเข้มอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายผลเรือน(อปพร.)ทั่วจังหวัดฯกว่า 20,000
นาย เพื่อเตรียมความพร้อมช่วยเหลือประชาชน
กรณีได้รับผลกระทบจากภัยต่างๆที่จะเกิดขึ้นในฤดูฝน

ที่ห้องประชุมสำนักงานเทศบาลตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย
จังหวัดกาฬสินธุ์ นายสุวิทย์ สุบงกฎ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์
เป็นประธานอบรมอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน(อปพร.)
ตามโครงการอปพร.สัญจร ที่จัดโดยสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)
จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยมีอปพร.ในพื้นที่อำเภอกมลาไสย อำเภอฆ้องชัย
และอำเภอร่องคำ เข้ารับการอบรมจำนวน 200 คน

นายวิทยา มากปาน
หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดกาฬสินธุ์กล่าวว่า
ฤดูฝนที่มักจะเกิดภัยพิบัติจากธรรมชาติ อาทิ วาตภัย น้ำท่วม ฟ้าผ่า
อุบัติเหตุและดินโคลนถล่ม ซึ่งพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์
จัดอยู่ในเขตพื้นที่เสี่ยงที่จะได้รับภัยดังกล่าว
เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมทั้งบุคลากรและอุปกรณ์ในการช่วยเหลือประชาชน
สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดกาฬสินธุ์ จึงได้จัดโครงการ
อปพร.สัญจรขึ้น

โดยจัดอบรมอปพร.ทั่วจังหวัดประมาณ 20,000 คน
ให้ได้รับความรอบรู้ครอบคลุมทุกด้าน ทั้งด้านการแจ้งข้อมูลข่าวสาร
การประกาศเตือนภัย การช่วยเหลือ ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถ
ทบทวนทักษะความรู้ให้กับ อปพร.
ซึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที และมีประสิทธิภาพ
สามารถลดความรุนแรงและความสูญเสีย
ที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน กรณีเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริง

วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2552

รพ.กาฬสินธุ์พร้อมรับมือไข้หวัด 2009

from MOPH-ข่าวภูมิภาค by ASTVผู้จัดการออนไลน์
กาฬสินธุ์ - โรงพยาบาลกาฬสินธุ์
พร้อมรับมือกรณีการเกิดโรคระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009
โดยจัดเตรียมห้องแยกโรคติดต่อทางเดินอากาศ พร้อมอุปกรณ์และบุคลากรครบครัน
นายแพทย์สมปอง เจริญวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกาฬสินธุ์กล่าวว่า
จากการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด A (H1N1)
อย่างต่อเนื่อง โดยที่องค์กรอนามัยโลกได้ประกาศเป็นโรคติดต่อรุนแรง
ที่ขณะนี้มีจำนวนผู้ได้รับเชื้อทั่วโลกหลายพันราย
โดยในขณะนี้ยังพบว่าในประเทศไทยได้พบผู้ได้รับเชื้อแล้ว 13 ราย
ด้วยตระหนักในความรุนแรงของเชื้อดังกล่าว
ที่อาจจะแพร่ระบาดถึงพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์
โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ได้รณรงค์ด้านการเฝ้าระวัง มีการประชาสัมพันธ์
แจกหน้ากากอนามัยป้องกันเชื้อให้กับประชาชนที่มาใช้บริการ
มีการคัดกรองคนไข้เพื่อความไม่ประมาท
โดยบูรณาการร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดฯ
ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดฯ
ในการจัดการซ้อมภาคสนามกรณีการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ ชนิด
A (H1N1) ทั้งนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมในการที่จะรับมือ
หากมีการระบาดของโรคดังกล่าวจริง ด้าน นางเยาวลักษณ์ แม้นมาศ
พยาบาลป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ โรงพยาบาลกาฬสินธุ์กล่าวว่า
ในส่วนการเตรียมความพร้อมของโรงพยาบาลกาฬสินธุ์
นอกจากจะตระเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรและการบูรณาการกับภาคส่วนที่เกี่ยว
ข้อง ในการซ้อมแผนภาคสนาม กรณีการเกิดระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่
สายพันธุ์ใหม่ ชนิด A (H1N1) แล้ว
นอกจากนี้ยังได้จัดทำห้องแยกโรคติดต่อทางเดินอากาศ หรือห้องแยกเฉพาะโรค
สำหรับผู้ป่วยติดเชื้อ โดยติดตั้งอุปกรณ์ที่ทันสมัยครบครันไว้ถึง 4 ห้อง
จึงมีความพร้อมที่จะให้การบำบัดรักษาอาการ
หากมีปะชาชนได้รับเชื้อดังกล่าว 100%

วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2552

รพ.กาฬสินธุ์พร้อมรับมือไข้หวัด 2009

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 มิถุนายน 2552 16:11 น.
กาฬสินธุ์ - โรง พยาบาลกาฬสินธุ์
พร้อมรับมือกรณีการเกิดโรคระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009
โดยจัดเตรียมห้องแยกโรคติดต่อทางเดินอากาศ พร้อมอุปกรณ์และบุคลากรครบครัน

นายแพทย์สมปอง เจริญวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกาฬสินธุ์กล่าวว่า
จากการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด A (H1N1)
อย่างต่อเนื่อง โดยที่องค์กรอนามัยโลกได้ประกาศเป็นโรคติดต่อรุนแรง
ที่ขณะนี้มีจำนวนผู้ได้รับเชื้อทั่วโลกหลายพันราย
โดยในขณะนี้ยังพบว่าในประเทศไทยได้พบผู้ได้รับเชื้อแล้ว 13 ราย
ด้วยตระหนักในความรุนแรงของเชื้อดังกล่าว
ที่อาจจะแพร่ระบาดถึงพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์

โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ได้รณรงค์ด้านการเฝ้าระวัง มีการประชาสัมพันธ์
แจกหน้ากากอนามัยป้องกันเชื้อให้กับประชาชนที่มาใช้บริการ
มีการคัดกรองคนไข้เพื่อความไม่ประมาท
โดยบูรณาการร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดฯ
ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดฯ
ในการจัดการซ้อมภาคสนามกรณีการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ ชนิด
A (H1N1) ทั้งนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมในการที่จะรับมือ
หากมีการระบาดของโรคดังกล่าวจริง

ด้าน นางเยาวลักษณ์ แม้นมาศ พยาบาลป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ
โรงพยาบาลกาฬสินธุ์กล่าวว่า
ในส่วนการเตรียมความพร้อมของโรงพยาบาลกาฬสินธุ์
นอกจากจะตระเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรและการบูรณาการกับภาคส่วนที่เกี่ยว
ข้อง ในการซ้อมแผนภาคสนาม กรณีการเกิดระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่
สายพันธุ์ใหม่ ชนิด A (H1N1) แล้ว

นอกจากนี้ยังได้จัดทำห้องแยกโรคติดต่อทางเดินอากาศ
หรือห้องแยกเฉพาะโรค สำหรับผู้ป่วยติดเชื้อ
โดยติดตั้งอุปกรณ์ที่ทันสมัยครบครันไว้ถึง 4 ห้อง
จึงมีความพร้อมที่จะให้การบำบัดรักษาอาการ
หากมีปะชาชนได้รับเชื้อดังกล่าว 100%

วิกฤตปลาร้าอีสาน! ต้นทุนสูง-ขาดตลาด

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 มิถุนายน 2552 11:51 น.
กาฬสินธุ์ - วิกฤตปลาร้ากาฬสินธุ์ ราคาแพง-ขาดตลาด
หลังวัตถุดิบปรับราคาขึ้นกว่าเท่าตัว ขณะที่ปลาสดขาดแคลน
เนื่องจากผลกระทบสภาวะโลกร้อนทำปลาตามแหล่งน้ำธรรมชาติลดน้อยลง

นางบุญล้ำ ปรีเรือง อายุ 52 ปี เจ้าของโรงงานเพชรดำปลาร้า
ปลาร้าขึ้นชื่อ ต.ห้วยโพธิ์ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า
ธุรกิจการทำปลาร้ากำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก
จากที่เคยส่งปลาร้าได้มากถึงวันละ 5 ตัน
แต่ปัจจุบันในแต่ละวันปลาร้าที่จะส่งออกมีเพียงวันละ 2-3 ตัน
ทั้งนี้เนื่องจากการแข่งขันทางด้านธุรกิจ
หลังในพื้นที่มีโรงงานผลิตปลาร้าเกิดขึ้นกว่า 10
แห่งซึ่งมีทั้งการขายตัดราคา
เนื่องจากไม่มีการควบคุมราคาจากหน่วยงานราชการ

ขณะเดียวกัน ในการผลิตปลาร้าในปัจจุบันกลับมีปัญหามากขึ้น
จนต้องมีการปรับราคาสูงขึ้นอีก 20%
หลังทนแบกรับภาระความเสี่ยงการขาดทุนไม่ไหว
เพราะวัตถุดิบหลักที่นำมาทำปลาร้าสูงขึ้น โดยเฉพาะเกลือ ข้าวคั่ว
และรำข้าว นอกจากนี้ผลกระทบจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปทั้งอากาศ
และภาวะโลกร้อน ได้ทำให้ปลาตามแหล่งน้ำธรรมชาติลดน้อยลงมาก

ชาวบ้านที่เคยยึดอาชีพประมงเคยหาปลาตามล้ำน้ำชี ลำน้ำปาว
เริ่มหายากขึ้น เพราะปลามีน้อย
ทั้งนี้ยังรวมถึงกลุ่มชาวประมงตามเขื่อนลำปาวด้วย
พ่อค้าแม่ค้าที่นำมาปลาสดมาส่งปริมาณปลาสดเริ่มลดน้อยลงมาก
แต่ที่ทำให้โรงงานอยู่ได้ เพราะปลาร้าที่ทำจำหน่ายมีหลากหลายแบบ
อย่างปลาร้ารวมต้องขึ้นราคาขายกิโลกรัมละ 170 บาทจากเดิม กิโลกรัมละ 150
บาท ปลาร้าจากปลาหนังที่ทำจากปลาดุก ขายที่กิโลกรัมละ 220 บาท จากเดิม
กิโลกรัมละ 200 บาท

นอกจากนี้ยังมีปลาร้าแบบปลาตัดหัว ทำจากปลาช่อนตัวเล็กกิโลกรัมละ
300 บาท ปลาร้าปลาบด กิโลกรัมละ 450 บาท แต่ขณะนี้ยอดขายลดลงเป็นอย่างมาก

ด้าน นางสังวาร ขันชารี อายุ 65 ปี แม่ค้าขายเร่ กล่าวว่า
มาซื้อปลาร้าไปขายเพื่อที่จะแบ่งขายไปในพื้นที่ตามหมู่บ้านต่าง ๆ
โดยจะขายปลีกเป็นถุงเล็กๆ ราคาตั้งแต่ 10-20 บาท
และแบ่งย่อยขายเป็นกิโลกรัมที่ทำให้มีรายได้สูงมากในแต่ละวันเฉลี่ย 3,000
บาท และถ้าวันไหนขายดี ยอดขายเมื่อหักต้นทุนกำไรแล้วอาจสูงถึงวันละ 5,000
บาท

การนำปลาร้าแบ่งย่อยขายตามหมู่บ้าน ทำให้มีกำไรและมีรายได้สูง
ซึ่งถือว่าดีกว่าไปนั่งขายตามตลาดสดเพียงที่เดียว

ชาวนากาฬสินธุ์แห่ทำนาหยอดเมล็ดหวังลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิต

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 11 มิถุนายน 2552 14:20 น.
กาฬสินธุ์ - ชาวนาจังหวัดกาฬสินธุ์ แห่ทำนาหยอดเมล็ด
เพื่อลดต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูง ป้องกันปัญหาเมล็ดข้าวปลอมปน
คาดว่าจะได้ผลผลิตเพิ่มมากกว่าทำนาหว่านหรือนาดำหลายเท่า

ช่วงที่ฤดูกาลเพาะปลูกเริ่มขึ้น
ชาวนาที่จังหวัดกาฬสินธุ์ต่างมองหาวิธีการทำนาที่จะช่วยลดต้นทุนการผลิตที่
นับวันจะสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาปุ๋ยเคมีที่วันนี้ปรับขึ้นราคาถุงละ 1,280
บาท น้ำมันลิตรละกว่า 30 บาท และค่าแรงวันละ 150 บาท
และยังมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นราคาอีกตลอดฤดูกาลผลิตปีนี้

นางเดินมา ญาณสิทธิ์ อายุ 56 ปี บ้านเลขที่ 95 หมู่ 4
ชาวนาบ้านบึงวิชัย อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ตนมีที่นาจำนวน 7 ไร่
ทุกปีที่ผ่านมาจะทำนาดำ โดยจ้างแรงงานในพื้นที่วันละ 120 บาท
แต่สำหรับปีนี้ที่เริ่มต้นฤดู มีการจ้างแรงงานสูงถึงวันละ 150 บาท
และราคาปุ๋ยเคมีที่จำเป็นต้องใช้
เพื่อเร่งการเจริญเติบโตให้กับต้นข้าวยังมีการปรับราคาขึ้นถึงถุงละ 1,280
บาท

ขณะ ที่ค่าจ้างรถไถนาก็แพงขึ้นไร่ละ 600 บาท
ที่เมื่อต้นทุนการทำนาสูงดังกล่าว จึงทำให้เสี่ยงต่อการขาดทุน
ที่หากประสบปัญหาฝนแล้ง ผลผลิตตกต่ำก็จะทำให้ขาดทุนกว่าเดิม

เพื่อ ลดความเสี่ยงต่อการขาดทุนจึงได้หันมาทำนาหยอด
โดยการไถพรวนและไถนำร่อง ก่อนหยอดเมล็ดข้าวเปลือกจุดละประมาณ 10 เมล็ด
ระยะแถวหรือระยะห่างจุดละ 15 เซนติเมตร หยอดเมล็ดแล้วกลบดิน
ป้องกันนกหรือแมลงทำลาย การทำนาหยอดดังกล่าว
ที่นอกจากจะประหยัดทั้งค่าจ้างแรงงานและเวลา
โดยไม่เปลืองค่าจ้างและเสียเวลาจ้างถอนกล้าและปักดำแล้วยังจะเป็นการคัด
พันธุ์ข้าวด้วย ที่หากพบว่าต้นกล้าต้นใดผิดพันธุ์
ก็สามารถถอนและทำลายโดยง่าย การดูแลก็ง่าย มีความต้านทานโรคได้ดี
จึงมีเพื่อนชาวนาหลายคน หันมาทำนาหยอดเหมือนตน

ทั้ง นี้ยังคาดว่าจะได้ผลผลิตที่เกินคุ้ม ได้เมล็ดข้าวที่มีคุณภาพ
ไม่มีเมล็ดข้าวปลอมปน
และได้ปริมาณมากกว่าทำนาหว่านหรือนาดำหลายเท่าอีกด้วย

ชาวบ้านร้องนายก อบต.สงเปือย บริหารงานไม่โปร่งใส

กาฬสินธุ์ - ส.อบต.และชาวบ้าน โวยนายก อบต.สงเปือย อำเภอนามน
จังหวัดกาฬสินธุ์ บริหารงานไม่โปร่งใส
พร้อมรวบรวมรายชื่อเสนอญัตติอภิปรายเกี่ยวกับโครงการหลายอย่าง

วันนี้ (10 มิ.ย.) ที่ห้องประชุมสภา อบต.สงเปือย อ.นามน
จ.กาฬสินธุ์ ได้มีการประชุมสภาสมัยสามัญ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2552
หลังจากสมาชิกสภาองค์การบริการส่วนตำบลสงเปือย (ส.อบต.สงเปือย) จำนวน 12
คน ลงชื่อขอเสนอญัตติอภิปรายทั่วไป นายรังษี ยงคะวิสัย
นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสงเปือย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชาว
ต.สงเปือย

นายนิตย์ โครรศรี ส.อบต.หมู่ 16 บ้านท่างาม ตัวแทน
ส.อบต.ที่ลงชื่อเสนอญัตติ กล่าวว่า เนื่องจากสภา อบต.สงเปือย
จะปฏิบัติหน้าที่ใกล้ครบวาระ 4 ปี ในช่วงเดือนกรกฎาคม
2552และตามที่ผู้บริหารได้แถลงนโยบายต่อสภาตอนเข้ารับตำแหน่งใหม่ 9 ข้อ
ทั้งนี้หลังจากสิ้นปีงบประมาณหรือจะครบวาระ
ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลไม่ได้แถลงผลงานในการสร้างงานต่อที่ประชุม
สภาแต่อย่างใด

นายนิตย์ กล่าวอีกว่า ดังนั้น สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลสงเปือย
จึงได้ร่วมกันลงชื่อขอเสนอญัตติอภิปรายทั่วไป นายรังษี ยงคะวิสัย นายก
อบต.สงเปือย เพื่อขอทราบความคืบหน้า ปัญหา
อุปสรรคในการดำเนินโครงการต่างๆ
โดยเฉพาะโครงการอุดหนุนกลุ่มเลี้ยงวัวจำนวนเงิน 640,000 บาท
ปัจจุบันชาวบ้านไม่มีวัวสักตัว โครงการอุดหนุนเครื่องนวดข้าว
และผลิตน้ำประปา ซึ่งปัจจุบันใช้งานไม่ได้ และโครงการเงินอุดหนุนอื่นๆ
อีกหลายโครงการ ทั้งนี้เพื่อให้ชาวตำบลสงเปือยได้รับประโยชน์สูงสุดในการบริหารงานของ
อบต.สงเปือย

ด้าน นายคำผุย แถลงเรียบ อายุ 53 ปี ชาวบ้านต.สงเปือย อ.นามน
จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ในฐานะประชาชนชาว ต.สงเปือย
คนหนึ่งไม่สามารถทนกับการบริหารงานของนายก อบต.สงเปือยได้
เนื่องจากมีการบริหารงานไม่โปร่งใสหลายโครงการ
โดยเฉพาะการนำเงินกองทุนสำรองจำนวน 641,827 บาท
ไปใช้จ่ายโดยที่ไม่ผ่านการอนุมัติจากสภา และผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์
ซึ่งไม่เป็นไปตามกฎระเบียบของราชการ
อีกทั้งยังไม่ทราบว่าเงินดังกล่าวถูกนำเอาไปใช้จ่ายอะไรบ้าง

ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวเคยร้องเรียนไปยังอำเภอนามน
ท้องถิ่นจังหวัดศูนย์ดำรงธรรม
ปปช.และกรมส่งเสริมปกครองส่วนท้องถิ่นแต่เรื่องกลับเงียบหายไป ล่าสุด
ได้ทำหนังสือร้องเรียนไปถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีแล้ว

อย่างไรก็ตาม
หากเรื่องดังกล่าวไม่ได้รับการตรวจสอบและแก้ไขจะทำให้ ชาว ต.สงเปือย
เสียประโยชน์จาการบริหารงานของนายก อบต.สงเปือย คนนี้
และตนจะเคลื่อนไหวต่อไป

วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เมืองน้ำดำแหล่งเพาะพันธุ์ปลากัดชื่อดังทั้งนักสะสม-นักพนัน

ดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 10 มิถุนายน 2552 11:29 น.
กาฬสินธุ์ - ชาวกาฬสินธุ์เพาะพันธุ์ปลากัดขาย
สร้างรายได้เดือนละหลายหมื่นบาท ขณะที่ตลาดนักพนัน
ต้องการปลากัดพันธุ์พื้นเมืองสายพันธุ์ลูกทุ่ง ที่มีราคาสูงถึงตัวละ 200
บาทจำนวนมาก

จังหวัดกาฬสินธุ์ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลากัดที่มีคุณภาพ
มีบ่อเพาะพันธุ์ปลากัดจำนวนมาก ส่งขายทั่วภาคอีสาน
โดยเฉพาะในวงการพนันเป็นที่รู้จักกันดี

นายสุรชัย ปรีเรือง อายุ 30 ปี กล่าวว่า
หลังจากที่ใช้เวลาศึกษาการเพาะพันธุ์ปลากกัดมา 5-6 ปี
เริ่มที่จะเพาะพันธุ์ปลากัดออกจำหน่าย
เนื่องจากต้นแบบที่เป็นรุ่นพี่หลายคนประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ปลากัด
ออกจำหน่าย ที่บางฟาร์มขายได้ช่วงเดือน เม.ย.-พ.ย.ของทุกปี กว่า
1,000,000 บาท จึงลองทำดู ถือว่าสร้างได้ดีอีกทางหนึ่ง
เนื่องจากสามารถขายพันธุ์ปลากัดให้กับบรรดานักพนันและนักสะสมเลี้ยงปลากัด
วันหนึ่งรายได้อยู่ที่ 400-500 บาททีเดียว

โดยราคาปลากัดจะขายอยู่ที่ตัวละ 50 บาท ถึงตัวละ 200 บาท
แต่ถ้าเป็นพันธุ์ปลากัดอย่างสายพันธุ์ลูกทุ่งจะมีราคาสูงขึ้นอีกเนื่องจาก
เป็นที่ต้องการของตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มนักพนัน

อย่าง ไรก็ตาม จากการสำรวจยังพบว่าในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์
และพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง เริ่มมีบ่อนพนันปลากัดจำนวนมาก
ซึ่งทางจังหวัดฯ กำลังเร่งดำเนินการหาทางวิธีการปราบปรามอย่างเร่งด่วน

สสจ.เมืองน้ำดำเตือนภัยอากาศแปรปรวนเสี่ยงสารพัดโรค

กาฬสินธุ์ -สสจ.กาฬสินธุ์ เตือนภัย ให้ระวังสารพัดโรคระบาด
หลังพบว่าสภาพอากาศแปรปรวน เกิดโรคติดต่อเพิ่มขึ้น
ทั้งไข้เลือดออก-ฉี่หนู ซึ่งเป็นโรคประจำถิ่น
ชี้การบริโภคนิยมกินของสดก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ต้องระวัง

นายแพทย์ พิสิทธิ์ เอื้อวงษ์กูล
สาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์กล่าวว่า ปัญหาโรคระบาดในช่วงฤดูฝนขณะนี้
ประชาชนที่จ.กาฬสินธุ์ กำลังเผชิญปัญหากับโรค ไข้เลือดออก
โรคไข้ฉี่หนูและโรคอุจจาระร่วง ซึ่งในปีนี้แนวโน้มของโรคมีความรุนแรง
เนื่องจากสภาพอากาศผิดปกติ

จากข้อมูลพบผู้ป่วยเป็นโรคไข้ฉี่หนูเสียชีวิตแล้ว 2 ราย
กับผู้ป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก 171 ราย
ขณะที่โรคอุจจาระร่วงจะพบประมาณเดือนละ 800 คน

ทั้งนี้ โรคอุจจาระร่วงเกิดจากสาเหตุพฤติกรรมการบริโภคอาหาร
เพราะคนอีสานนิยมบริโภคอาหารสดที่เสี่ยงต่อเชื้อแบคทีเรีย
ขณะที่โรคไข้ฉี่หนู เนื่องจากส่วนใหญ่มีอาชีพกสิกรรม ต้องลงน้ำลุยโคลน
ก็เป็นช่องทางการรับเชื้อ
ส่วนโรคไข้เลือดออกจะเกิดกับสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม
ที่ปล่อยให้เกิดลูกน้ำยุงลาย

จึงต้องการให้พี่น้องประชาชน
ป้องกันช่องทางความเสี่ยงของการเกิดโรค โดยการดำเนินชีวิตให้ถูกสุขอนามัย
ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย สวมรองเท้าป้องกันก่อนการทำกสิกรรม
แต่หากในช่วงนี้มีอาการคล้ายโรคดังกล่าว
ควรรีบให้แพทย์ทำการตรวจรักษาในทันที

ค้าภายในเมืองน้ำดำยันโควตาจำนำข้าวเหลือบาน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 มิถุนายน 2552 12:45 น.
กาฬสินธุ์ -
ค้าภายในจังหวัดกาฬสินธุ์เผยโควตารับจำนำข้าวเปลือกนาปรังประจำปี 52
ของกาฬสินธุ์ยังเหลืออีกว่า 1.2 หมื่นตัน
ขณะที่ปริมาณข้าวเปลือกของเกษตรกรเหลืออยู่เพียง 5 พันตันเท่านั้น
ยืนยันเพียงต่อความต้องการอย่างแน่นอน

นายศิริพงษ์ วิวัฒน์เกษมชัย การค้าภายในจังหวัดกาฬสินธุ์
เปิดเผยว่า ตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังประจำปี 2552 ของรัฐบาล
ซึ่งรอบแรกเปิดรับจำนำทั่วประเทศจำนวน 1.5 ล้านตัน
โดยในส่วนของจังหวัดกาฬสินธุ์ได้โคว้ต้ารับจำนำข้าวเปลือกจำนวน 31,729
ตัน และได้เริ่มเปิดรับจำนำข้าวเปลือกมาตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน 2552

โดยมีโรงสีในพื้นที่เข้าร่วม 2 แห่ง และโรงสีนอกพื้นที่อีก 5 แห่ง
ปัจจุบันมีเกษตรนำข้าวเปลือกนาปรังเข้าร่วมโครงการรับจำนำแล้ว 24,486
ตันยังเหลือโควตารับจำนำอีก 7,243 ตัน

นายศิริพงษ์กล่าวอีกว่า
ปัจจุบันรัฐบาลมีนโยบายขยายเพิ่มจำนวนรับจำข้าวขึ้นอีก 2 ล้านตัน
โดยในส่วนของจังหวัดกาฬสินธุ์ก็ได้รับการจัดสรรเพิ่มอีกจำนวน 4,952 ตัน
ซึ่งรวมกับโค้วต้ารับจำนำรอบแรกเป็น 12,195 ตัน ทั้งนี้
จากการสอบถามและประสานงานปยังสำนักงานเกษตรกรจังหวัดกาฬสินธุ์พบว่าปริมาณ
ข้าวนาปรังของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ที่คาดว่าจะนำมาจำนำขณะนี้
เหลืออยู่ประมาณ 5,000 ตันเท่านั้น

ซึ่ง เกษตรกรสามรถนำข้าวมาจำนำได้ทั้งหมด
เพราะประมาณข้าวที่มีอยู่มีจำนวนน้อยกว่าโค้วต้ารับจำนำที่เหลืออยู่
12,195 ตัน อย่างไรก็ตาม
ทางผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์มีความเป็นห่วงและได้กำชับให้เข้มงวดเรื่อง
การสวมสิทธิ์จำนำข้าว

ดังนั้น เกษตรที่เข้าร่วมโครงการจะต้องนำข้าวเปลือกที่เป็นของตนเองมาเข้าร่วมโครงกา
เท่านั้น ซึ่งหากเจ้าหน้าที่พบและสามารถจับได้ว่ามีการกระทำผิดกฏหมาย
โดยการสวมสิทธิ์จำนำข้าว
โดยที่เกษตรกรไม่ได้รับประโยชน์ผู้ที่กระทำผิดจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่าง
เด็ดขาด

ชาวนาเมืองน้ำดำหมดทุนทำนา โอดขายข้าวนาปรังขาดทุน-ปุ๋ยเคมีราคาสูงลิ่ว

กาฬสินธุ์-ผลพวงจากการจำหน่าย ข้าวเปลือกนาปรังขาดทุน
เพราะต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงและผลผลิตถูกกดราคา ทำให้ชาวนากาฬสินธุ์
ไม่มีทุนที่จะทำนาปี ขณะที่ราคาปุ๋ยเคมีปรับราคารายวัน
ปัจจุบันราคาสูงถุงละ 1,200 บาท
เรียกร้องการค้าภายในเร่งตรวจสอบราคาและการกักตุนสินค้าประเภทปุ๋ยเคมี
เนื่องจากตอนนี้ชาวนาถูกเอาเปรียบ

จากการติดตามสถานการณ์การทำนา
ของชาวนาที่จังหวัดกาฬสินธุ์ในช่วงเริ่มต้นฤดูกาลเพราะปลูกปีนี้
พบว่ามีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปมาก ชาวนาหลายคนบอกว่าไม่มีกำลังใจที่จะทำนา
เนื่องจากไม่มีเงินทุนใช้จ่ายในการผลิต เพราะประสบปัญหาขาดทุนซ้ำซาก
อีกทั้งปุ๋ยเคมียังมีราคาแพงมีการปรับราคาแบบวันต่อวันล่าสุดราคาปุ๋ยสูงถึง
1,200 บาทแล้ว ขณะที่ราคาก่อนทำนาราคาปุ๋ยอยู่ที่ถุงละ 800-900 บาท

นายผอง ภูวันนา อายุ 70 ปี บ้านเลขที่ 162 หมู่ 15
ชาวนาบ้านโนนแพง ต.ลำพาน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์กล่าวว่า
ปีนี้ตนและเพื่อนชาวนาต่างรู้สึกเหนื่อยล้ากับการทำนามาก ทั้งนี้
เนื่องจากประสบปัญหาขาดทุนทุกปี
เพราะต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งค่าน้ำมันรถไถนา ค่าแรง
ค่าปุ๋ยเคมี

ขณะที่ราคาจำหน่ายผลผลิตตกต่ำ ถูกพ่อค้าคนกลางกดราคา
ชาวนาจึงถูกเอาเปรียบตลอดมา
แม้ว่าจะเคยมีความพยายามเรียกร้องให้หน่วยงานราชการมากำกับดูแลอย่างจริงจัง
ทั้งการประกันราคา และควบคุมราคาปุ๋ยเคมี
ให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น เพื่อให้ชาวนาได้มีกำไรบ้าง
แต่ที่ผ่านมาก็ไม่ได้สร้างหลักประกันและความเชื่อมั่นให้กับชาวนา
ชาวนาจึงต้องประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี

ด้าน นายบรม ภูโปร่ง อายุ 58 ปี บ้านเลขที่ 36 หมู่ 7
ชาวนาบ้านโคกก่อง ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์กล่าวว่า
ตั้งแต่มีการนำเครื่องจักรกลทางการเกษตร และวิชาการใหม่ๆเข้าใช้ในการทำนา
ทำให้วิถีในการทำนาและต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น
ขณะที่ราคาผลผลิตยังตกต่ำ และรายได้ไม่คุ้มกับการลงทุน
จึงเป็นเหตุให้ตนและเพื่อนชาวนาหลายคนหมดกำลังใจที่จะทำนา
เพราะทำแล้วก็ยังขาดทุนและมีหนี้สินพอกพูน ที่ยังทำก็จะทำแบบพอเพียง
พอได้ข้าวกินเลี้ยงครอบครัวพอประทังเท่านั้น
เนื่องจากไม่มีเงินทุนที่จะทำนา
และซื้อปุ๋ยเคมีที่มีราคาแพงมาบำรุงต้นข้าว
โดยปัจจุบันนี้ทันทีที่เริ่มเข้าฤดูกาลเพาะปลูก มีการปรับราคาขึ้นถุงละ
1,200 บาทแล้ว

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากชาวนาที่จังหวัดกาฬสินธุ์
ขาดกำลังใจและไม่มีเงินทุนสำรองที่จะทำนาดังกล่าว
จึงทำให้ต้นข้าวที่หว่านลงนาไม่งอกงาม เพราะไม่เงินซื้อปุ๋ยเคมีบำรุง
จึงเรียกร้องให้การค้าภายในหรือส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง
เข้าตรวจสอบราคาจำหน่ายปุ๋ยเคมี
เพื่อควบคุมราคาและป้องกันการตักตุนสินค้าด้วย
ก่อนที่จะมีการปรับราคาขึ้นสูงกว่านี้อีก

พัฒนาสังคมฯ กาฬสินธุ์แจ้งจับอดีตบิ๊ก อสม.รีดเงิน ศพค.

กาฬสินธุ์ - พม.เมืองน้ำดำแจ้งความจับอดีตบิ๊ก อสม.กาฬสินธุ์
หลังมีพฤติกรรมรีดเงินศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน หรือ ศพค.
เบื้องต้นสูญเงินไปกว่าแสนบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (7 มิ.ย.)
ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองกาฬสินธุ์ นางอัจฉรา พุ่มมณีกร
หัวหน้าสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคง (พม.) จ.กาฬสินธุ์
พร้อมประธานศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน หรือ ศพค. ได้เข้าแจ้งความต่อ
พ.ต.ท.รังสรร ประคำ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองกาฬสินธุ์
เพื่อดำเนินคดีต่อนายสมนึก ขลังวิชา อดีตบิ๊ก อสม.รายหนึ่ง
ที่เคยเป็นประธานชมรม อสม.กาฬสินธุ์
ซึ่งได้แอบอ้างเข้าไปเรียกร้องเงินจาก ศพค.ในพื้นที่ทั้ง 167 ศูนย์

โดยเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างเร่งด่วน
เนื่องจากในช่วงการลงพื้นที่ตรวจสอบความจริงของ สนง.พัฒนาสังคมฯ
ได้รับทราบว่าบุคคลที่กระทำความผิดมีพฤติกรรมข่มขู่ผู้เสียหายด้วย

นางอัจฉรา พุ่มมณีกร พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า
หลังจากที่มีการร้องเรียนและมีการนำเสนอข่าวในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์
ทางสนง.พม.กาฬสินธุ์ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง
และเบื้องต้นทราบว่าการแอบอ้างของบุคคลดังกล่าวเพื่อเรียกรับเงินตามศูนย์
พัฒนาครอบครัวในชุมชนต่างๆ มีจริง
โดยในการเรียกเก็บเงินอ้างว่าผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)
หักหัวคิวชุมชนละ 2,000 บาท เพื่อหักค่าทำป้ายศูนย์ ค่าบำรุง
และเข้ากองทุน ซึ่งหากจ่ายให้กับทางเทศบาล หรือ อบต.โดยตรงจะต้องจ่ายถึง
4,000 บาท ที่ผู้นำบางศูนย์จำต้องจ่ายให้เนื่องจากเกรงกลัวเพราะอดีตบิ๊ก
อสม.รายนี้ทำตัวเป็นบุคคลกว้างขวาง
มีอิทธิพลเหนือประธานและคณะกรรมการศูนย์

ทั้งนี้ ส่วนมากเป็นผู้นำชุมชนและเป็น อสม.ด้วย
และเมื่อตรวจสอบว่ามีมูลความจริงจึงได้นำเรื่องเสนอไปยังนายเดชา
ตันติยวรงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์
และก็เห็นควรให้เข้าแจ้งความเนื่องจากรัฐเป็นผู้เสียหาย
นอกจากนี้ยังความเสื่อมเสียมาถึง สนง.พัฒนาสังคมและความมั่นคง
จ.กาฬสินธุ์ ที่ไม่สามารถดำเนินการตามบรรลุวัตถุประสงค์ด้วย

สำหรับเงิน ศพค.ของชุมชนใน จ.กาฬสินธุ์จะได้ทั้งหมด 167 ศูนย์
ศูนย์ละ 10,000 บาท เป็นเงินกว่า 1,670,000 บาท
ที่เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบว่าเฉพาะในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์
และพื้นที่รอบๆ เมืองกาฬสินธุ์มีชุมชนที่หลงเชื่อจ่ายเงินให้กลุ่มบุคคลนี้ไปกว่า
10 แห่ง ซึ่งทำให้การบริหารและการจัดการการบริหารภายในศูนย์ฯ
ไม่สามารถดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์
ของกระทรวงฯที่ต้องการทำหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาในครอบครัวตามยุทธศาสตร์ของ
สำนักงานกิจการสตรีและครอบครัว และทราบว่ามีปัญหานี้มาตั้งแต่ปี 2548
ที่มีมูลค่าความเสียหายเกือบ 2 ล้านบาท

ทั้ง นี้ พม.กาฬสินธุ์จะเอาผิดให้ถึงที่สุด ในส่วนของศูนย์ชุมชนฯ
ก็ยังคงดำเนินการต่อไปแต่จะต้องเกิดขึ้นอย่างรัดกุมให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ด้วย

โปลิสเมืองน้ำดำสุ่มจับอาชญากรแต่รวบผู้ต้องหาพร้อมยาบ้าได้พอเป็นผลงาน

กาฬสินธุ์ - ตำรวจเมืองน้ำดำปล่อยแถวระดมกวาดล้างยาเสพติดและอาชญากรรมในพื้นที่
สามารถจับกุมผู้ต้องหาและยึดของกลางยาบ้าได้จำนวนหนึ่ง

เมื่อเวลา 05.00 น.วันนี้ (5 มิ.ย.) พ.ต.อ.จักฏกฤณ์ จันทรรัตน์
ผกก.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ พร้อมด้วย พ.ต.ท.ทูล เครือสิง รอง ผกก.(ป.)
สภ.เมืองกาฬสินธุ์
ได้ร่วมกันปล่อยแถวกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจออกปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดและ
กวาดล้างปัญหาอาชญากรรมในพื้นที่เขต อ.เมืองกาฬสินธุ์

โดยภายหลังการระดมกวาดล้างสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 7 ราย
ของกลางอาวุธปืน ยาบ้าและกัญชาได้จำนวนมาก โดยผู้ต้องหาประกอบด้วย นางสมร
ไชยบาล อายุ 57 ปี ของกลางยาบ้า 2 เม็ด

นายสมศักดิ์ บุญนาค อายุ 25 ปี ของกลางยาบ้าครึ่งเม็ด นายนครชัย
สถิรวงศ์วรรณ อายุ 22 ปี ของกลางยาบ้า 3 เม็ด นายสมควร สำราฐรื่น อายุ 36
ปี ของกลางยาบ้า 15 เม็ด นายอภิชาติ ภูคงยอด อายุ 40 ปี ของกลางกัญชา 1
ห่อ นายไชยันต์ ชาญประไพ อายุ 24 ปี นายเอก เพิ่มสินธุ์ อายุ 22 ปี
ของกลางยาบ้า 2 เม็ด และนายภัทรพงษ์ อุทัยทะวัง อายุ 31 ปี ของกลางยาบ้า
1 เม็ด โดยทั้งหมดเป็นชาว จ.กาฬสินธุ์

จาก นั้นเจ้าหน้าที่จึงนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดมาสอบสวนที่โรงพักพร้อมแจ้งข้อหามี
ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาบ้า) ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 (กัญชา)
ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและเสพโดยผิดกฎหมาย
พร้อมกับนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นักธุรกิจเมืองน้ำดำเชื่อมั่นเงินกู้ 4 แสนล้านบาท กู้วิกฤตเศรษฐกิจ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 มิถุนายน 2552 16:07 น.
กาฬสินธุ์ -นัก ธุรกิจกาฬสินธุ์ เชื่อมั่นเงิน 4 แสนล้าน
จะทำให้รัฐบาลนำมาบริหารประเทศ แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้
จี้รัฐบาลเร่งดูแลการท่องเที่ยวสร้างความเชื่อมั่นความปลอดภัย
เพื่อดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ

นายนิมิต รอดภัย นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว จ.กาฬสินธุ์
กล่าวว่า หลังจากที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า
พ.ร.ก.กู้เงินของกระทรวงการคลังเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทาง
เศรษฐกิจ พ.ศ.2552 ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
มีผลให้เกิดกระแสเงินหมุนเวียนจากเงินกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 4 แสนล้าน

ทั้งนี้ เชื่อว่า
ผลจากเงินกู้เงินจะทำให้ภาวะเศรษฐกิจในประเทศดีขึ้น
เพราะรัฐบาลจะสามารถบริหารโครงการที่จำเป็นของรัฐบาล
รวมถึงแนวทางกระจายเม็ดเงินที่จะลงไปสู่ภูมิภาคที่จะมีผลต่อกลุ่มอุตสาหกรรม
ก่อสร้าง ภาคการเกษตร และการท่องเที่ยว เชื่อว่า
รัฐบาลจะสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ตกต่ำในขณะนี้ได้

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของภาคการท่องเที่ยว
รัฐบาลควรเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติเนื่องจากการท่องเที่ยวใน
ส่วนภูมิภาคส่วนใหญ่เป็นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ
ต้องสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว

ส่วนธุรกิจการท่องเที่ยวของ จ.กาฬสินธุ์
ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ บรรยากาศซบเซานักท่องเที่ยวบางตา
โดยเฉพาะตามบ้านพัก รีสอร์ทตากอากาศบริเวณเขื่อนลำปาว
นอกจากนี้ยังพบว่าปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ
ยังทำให้ประชาชนงดการใช้จ่ายด้วย

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2552

รพ.กาฬสินธุ์ตั้งศูนย์แก้ไขปัญหาเด็กติดเกม

from MOPH-ข่าวภูมิภาค by เดลินิวส์
นาย แพทย์สมปอง เจริญวัฒน์
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกาฬสินธุ์เป็นประธานเปิดโครงการพัฒนาเครือข่ายชมรมส่ง
เสริมและพัฒนาปัญญาจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งกลุ่มงานกุมารเวชกรรม
โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ร่วมกับชมรมส่งเสริมและพัฒนาปัญญา จังหวัด
กาฬสินธุ์จัดขึ้น เพื่อให้ผู้ปกครองเด็กมีความรู้ ความเข้าใจ
ทักษะที่ถูกต้องในการดูแลบุตรหลานที่มีความบกพร่องด้านสติปัญญา
และเกิดความตระหนักในบทบาทหน้าที่ในการเลี้ยงดูบุตร ตลอดจนเป็นการขยาย
เครือข่ายของชมรมฯ สู่ชุมชน เพื่อแก้ไขในเรื่องการติดยาเสพติด
ปัญหาติดเกม จากการที่ผู้ปกครองไม่เอาใจใส่และไม่มีเวลาเลี้ยงดูบุตรหลาน
โดยมีเจ้าหน้าที่กลุ่มงานกุมารเวชกรรม
ผู้ปกครองเด็กที่บกพร่องด้านสติปัญญา พยาบาลของโรงพยาบาลชุมชน
อสม.และผู้นำชุมชนเข้าร่วมอบรมกว่า 100 คน นายแพทย์สมปอง เจริญวัฒน์
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ กล่าวว่า ในปี 2542
กระทรวงสาธารณสุขได้ทำการสำรวจสถิติปัญญาของเด็กไทยในกลุ่มวัยเรียนอายุ
ตั้งแต่ 6-12 ปี พบว่าค่าเฉลี่ยระดับเชาวน์ปัญญา หรือ EQ โดยรวมเท่ากับ
91 จากปกติระดับเชาวน์ปัญญาของเด็กจะต้องอยู่ที่ 100 และในปี 2545
ได้มีการสำรวจเด็กไทยอายุตั้งแต่ 6-13 ปี อีกครั้ง
ซึ่งพบว่ามีค่าเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ 88.50 ลดต่ำลงอย่างมาก ถือเป็น
สัญญาณอันตรายที่ต้องมีการวางแผนในการดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน
ซึ่งสาเหตุที่สำคัญส่วนหนึ่งมาจากพ่อแม่
ผู้ปกครองส่วนใหญ่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ไม่มีเวลาดูแล
และอบรมบุตรหลานของตนเอง ส่งผลให้บางครอบครัวมีปัญหาเรื่องยาเสพติด
การทะเลาะวิวาท หรือเกิดจากพยาธิสภาพของโรคที่เด็กเจ็บป่วย และอุบัติเหตุ
เป็นสาเหตุที่เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาบกพร่องด้านสติปัญญา
เพราะสถานภาพของครอบครัวอ่อนแอลง
พ่อแม่ขาดความตระหนักในปัญหาและบทบาทของตนเอง
อีกทั้งยังขาดทักษะในการดูแลเด็กให้เติบโตเป็นบุคคลที่มีคุณภาพ
โดยการจัดโครงการพัฒนาเครือข่ายชมรมส่งเสริมและพัฒนาปัญญาจังหวัดกาฬสินธุ์
จะจัดตั้งเป็นศูนย์ จะคอยเป็นทั้งพี่เลี้ยง และที่ปรึกษา
คอยให้ความรู้และแนะนำทักษะกับผู้ปกครองในการดูแลเด็ก
และขยายผลลงสู่ชุมชนต่าง ๆ ที่จะจัดตั้งเป็นศูนย์ย่อย รพ.กาฬสินธุ์
ที่จะมุ่งเน้นการช่วยกระตุ้นให้ผู้ปกครองเกิดความตระหนักในบทบาทหน้าที่ของ
ตนเองในการเลี้ยงดู การเอาใจใส่บุตรหลานตนเอง
ซึ่งในอนาคตจะช่วยลดปัญหาเรื่องเด็กติดยาเสพติด
ปัญหาเด็กติดเกมและปัญหาการมั่วสุมต่าง ๆ ได้อีกด้วย
อีกด้านหนึ่งที่เรือนจำจังหวัดกาฬสินธุ์ นายสุภาพงษ์ อินทรวัชระ
ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดกาฬสินธุ์
นำผู้ต้องขังหญิงภายในเรือนจำจังหวัดจำนวน 200 คน
เข้าอบรมธรรมะตามโครงการอบรมธรรมะปฏิบัติ
เรือนจำเรือนธรรมเสริมสร้างความพอเพียงด้วยธรรมะ
โดยมีพระวิทยากรจากศูนย์วัดใกล้บ้าน วัดประชานิยม อำเภอเมืองกาฬสินธุ์
เป็นวิทยากรการอบรม
โดยกิจกรรมนี้จะนำผู้ต้องขังเข้าร่วมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา
ทั้งการสวดมนต์ภาวนา การบำเพ็ญศีลในตอนเช้าและตอนเย็น การนั่งสมาธิ
โดยผู้ต้องขังจะนุ่งขาวห่มขาว ตลอดระยะเวลา 4 วัน
พร้อมกับการถวายสัตย์ปฏิญาณการกลับตัวกลับใจไม่หวนกลับไปทำผิดซ้ำอีก
และตั้งมั่นเป็นพลเมืองดีในสังคม.

วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2552

พพ.ฟุ้งหากลดการใช้พลังงานได้ตามเป้าลดค่าใช้จ่ายปีละ 4 แสนล้าน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 1 มิถุนายน 2552 20:36 น.
กาฬสินธุ์- พพ.จัดมหกรรมพลังงานสัญจร ที่จังหวัดกาฬสินธุ์
ได้รับความสนใจจากตัวแทนส่วนราชการ องค์กรเอกชน ผู้นำท้องถิ่น
ร่วมงานเป็นจำนวนมาก เหตุทุกฝ่ายต่างต้องการหาแนวทางลดการใช้พลังงาน
ด้านรองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนฯคุยฟุ้ง หากลดการใช้พลังงานลงได้
จะสามารถลดค่าใช้จ่ายปีละ 4 แสนล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมทศพร โรงแรมริมปาว นายสุวิทย์
สุบงกฎ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานมหกรรมพลังงานสัญจร
ที่จัดโดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน
โดยมี นายกรัณย์กร วัฒนะพิทักษ์กุล พลังงานจังหวัดกาฬสินธุ์
พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ตัวแทนองค์กรภาคเอกชน เจ้าของสถานประกอบการ
ผู้แทนองค์กรปกครองท้องถิ่น และผู้นำชุมชน ร่วมงานจำนวน 500 คน

นายมานะ นิติกุล รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน
(พพ.) กล่าวว่าจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็ว
ส่งผลให้ความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้น
ขณะที่พลังงานกลับลดลงอย่างรวดเร็ว และกำลังจะประสบปัญหาขาดแคลนในอนาคต
จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนทุกฝ่าย พึงตระหนักในการใช้พลังงาน
ที่จะต้องช่วยกันประหยัดใช้ควบคู่กับการอนุรักษ์
และจัดหาพลังงานทดแทนให้เกิดผลคุ้มค่า ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ

นายมานะ กล่าวอีกว่า ด้วย ความจำเป็นดังกล่าว
กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.)
จึงได้จัดมหกรรมพลังงานสัญจรขึ้น
โดยในปีนี้มีเป้าหมายที่จะขับเคลื่อนครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ 8 แห่ง
คือ ที่ จ.พิจิตร จ.แพร่ จ.บุรีรัมย์ จ.กาฬสินธุ์ จ.ตรัง จ.เพชรบุรี
จ.นครนายก และ จ.ภูเก็ต

ทั้งนี้ เพื่อกระจายองค์ความรู้ด้านการใช้พลังงานอย่างประหยัด
เกิดผลคุ้มค่า ตลอดทั้งการใช้พลังงานที่เหมาะสมในภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม
ที่จะส่งผลดีต่อตนเอง ต่อครอบครัว และต่อประเทศชาติ
โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับการถ่ายทอดความรู้ทั้งเจ้าของสถานประกอบการ
ส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนรับผิดชอบด้านพลังงานทั้งภาครัฐและเอกชน
รวมทั้งนิสิต นักศึกษา ประชาชนทั่วไป

"ในยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำ ค่าครองชีพสูงขึ้น
การจัดมหกรรมพลังงานสัญจรได้รับการตอบรับจากกลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างดียิ่ง
โดยเฉพาะที่จังหวัดกาฬสินธุ์ที่จัดขึ้นเป็นแห่งที่ 4
มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 500 คน ทั้งนี้ หากทุกคน ทุกฝ่าย ดำเนินตามหลักการ
ร่วมกันลดการใช้พลังงาน จะสามารถลดการใช้พลังงานปีละ 20%
และลดค่าใช้จ่ายได้ถึงปีละ 4 แสนล้านบาท"

เสื้อแดงป่วนงานเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ภูมิใจไทย กาฬสินธุ์

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

.กาฬสินธุ์- เสื้อแดงป่วน "ประจักษ์" งานเปิดตัว ผู้สมัคร ส.ส.ภูมิใจไทย
กาฬสินธุ์ ลือสะพัด "ประเสริฐ์ บุญเรือง" ส.ส.เพื่อไทย ทำข้อตกลงเข้า
ภูมิใจไทยแล้ว ส่วนว่าที่ผู้สมัคร ล้วนเป็นว่าที่ ส.ส.หน้าใหม่
แต่มีทีเด็ด น้องอ้อ ลูกสาวแม่ชะม้อย นายก อบจ.กาฬสินธุ์ ร่วมด้วย

ที่สนาม โรงเรียนทุ่งศรีเมืองประชาวิทย์ เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์
นายประจักษ์ แก้วกล้าหาญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
ในฐานะเหรัญญิกพรรคภูมิใจไทย เป็นประธานเปิดศูนย์ประสานงานพรรคภูมิใจไทย
เขต 1 กาฬสินธุ์ โดยมี นายแพทย์ เปรมศักดิ์ เพียยุระ
กลุ่มผู้สนับสนุนเป็นนักการเมืองระดับท้องถิ่น
และประชาชนในเขตเลือกตั้งที่ 1
ของจ.กาฬสินธุ์ต้อนรับและรับฟังการปราศรัยกว่า 6,000 คน

ในการปราศรัยครั้งนี้ นายประจักษ์
ยืนยันถึงแนวทางนโยบายประชานิยมของพรรคภูมิใจไทย
โดยเฉพาะแนวทางการจัดหาแหล่งน้ำ เพราะเชื่อมั่นว่า
คนอีสานเป็นคนขยันแต่ขาดโอกาสในการพัฒนาอาชีพ ซึ่งในส่วนของพรรค
ที่มีแนวทางสอดคล้องในรูปแบบประชานิยม
ที่จะมีการสร้างงานสร้างอาชีพจึงเชื่อมั่นว่าจะสามารถเข้ามาแก้ไขปัญหาให้
กับคนอีสานได้

นาย ประจักษ์ แก้วกล้าหาญ รมช.คมนาคม กล่าวว่า
หลังจากการตั้งพรรคมาเพียง 4 เดือน
กระแสตอบรับของพรรคภูมิใจไทยมีล้นหลามดูจากตัวเลขสมาชิกพรรคขณะนี้ทั่ว
ประเทศมีหลักแสนเกือบถึงล้านคนแล้ว ที่คาดว่า
ในปลายปีนี้ตัวเลขก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เพราะพรรคภูมิใจไทยได้นำเอานโยบายประชานิยมมาเป็นจุดเด่น
เพื่อสร้างผลประโยชน์ให้กับประชาชนที่จะให้ครอบคลุมและทั่วถึงในทุกพื้นที่

สำหรับในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ ในเขตเลือกตั้งที่ 1
เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าผู้สมัครหมายเลข 1 คือ นายชัย คูสกุลรัตน์
อดีตประธานสภา อบจ.กาฬสินธุ์ ที่เชื่อว่า
จะเป็นกำลังสำคัญในการช่วงชิงเก้าอี้ในสนามเลือกตั้งของจ.กาฬสินธุ์ที่มีสส.
เก่าของพรรคเพื่อไทยทั้ง 6 คนเป็นเจ้าของเดิม
ซึ่งไม่น่าจะเป็นงานหนักอะไรเพราะดูพลังมวลชนที่มาให้กำลังใจในวันนี้
ถือว่ากระแสตอบรับดีและมีสิทธิ์ได้เก้าอี้ในสนามเลือกตั้ง จ.กาฬสินธุ์

ส่วนผู้สมัครที่เหลือขณะนี้ มีการประสานติดต่อมามาก
และมีดีกรีเป็น อดีต ส.ส.และอดีต
ส.ว.ในพื้นที่ทั้งสองพี่น้องวิทยา-เกรียงไกร ภูเหล่าแจ้ง และ นายบวร
ภูจริต ด้วย ส่วนเขตเลือกตั้งที่ 2 มีนางสาวภัทรา วรามิตร
ที่นอกจากนี้จะมีบิ๊กเซอร์ไพรส์ในการเปิดตัวผู้สมัครที่เหลือ
(ซึ่งลือว่านายประเสริฐ์ บุญเรือง ส.ส.พรรคเพื่อไทยจะเข้าร่วมด้วย)

ด้าน นายชัย คูสกุลรัตน์ ตัวแทนพรรคภูมิใจไทย เขตเลือกตั้งที่ 1
จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ในการลงพื้นที่ 14 เดือน
ได้รับการตอบรับจากประชาชนมาก
แต่ด้วยการเป็นมือใหม่ในทางการเมืองที่เคยอยู่ในระดับท้องถิ่นต้องอาศัยความ
ขยันเพิ่มขึ้นหลายสิบเท่า
ในการลงพื้นที่นำนโยบายพบปะพี่น้องประชาชนในเขตเลือกตั้งที่ 1
ที่มีทั้งหมด 10 อำเภอ มีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งประมาณ 270,000 คน

แต่ด้วยเป็นคนหนุ่มไฟแรง เชื่อว่า
จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นทั้งในตัวของตนเองและพรรคภูมิใจไทยได้อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ระหว่าง การเปิดตัวพรรคภูมิใจไทย ได้มีรถกระบะประมาณ
10 คัน นำกลุ่มคนเสื้อแดงถือป้ายขับไล่รอบเมืองกาฬสินธุ์
โดยเฉพาะบริเวณจุดการปราศรัย
ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้กันพื้นที่ไม่ให้เข้าไปบริเวณปราศรัย
ทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงต้องอาศัยการขับรถเปิดเครื่องเสียงประกาศขับไล่
โดยป้ายที่นำมาระบุไม่เอากลุ่มคนเนวินและเสื้อสีน้ำเงิน
ซึ่งเป็นสีสัญลักษณ์ของพรรคภูมิใจไทยด้วย

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000060920

ร้องตรวจสอบเบิกงบกองทุนสุขภาพ อบต.ดอนจาน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 31 พฤษภาคม 2552 11:49 น.



กาฬสินธุ์ - คณะกรรมการกองทุนสุขภาพแห่งชาติ พร้อม อสม.ตำบลดอนจาน
อ.ดอนจาน จังหวัดกาฬสินธุ์ ร้องให้ตรวจสอบการเบิกจ่ายงบประมาณของ
กองทุนสุขภาพแห่งชาติที่ก่อตั้งเพื่อบริการด้านสุขภาพกับประชาชนอย่างทั่ว
ถึง ด้าน สสอ.ดอนจานในฐานะที่ปรึกษากองทุนชี้ตรวจสอบเอกสารยังไม่พบร่องรอยส่อทุจริต

ที่ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลดอนจาน อำเภอดอนจาน
จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้มีการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่น
ต.ดอนจาน โดยมีคณะกรรมการกองทุนฯจำนวน 16 คน โดยมีนายสายัณห์ ใจทาน
สสอ.ดอนจาน นายสุขสันต์ ขามชัย ประธานอสม.ต.ดอนจาน นางนิภารัตน์
เฉิดรัศมี หัวหน้าสถานีอนามัยบ้านกุดคลองหมู่ 7 และนางดัชณี จีระสมบัติ
นายกอบต.ดอนจาน และตัวแทน อสม.บ้านกุดคลองหมู่ 7 เข้าร่วม

โดยระหว่างทำการชี้แจงนางนิภารัตน์ เฉิดรัศมี
หัวหน้าสถานีอนามัยบ้านกุดคลอง หมู่ที่ 7 ต.ดอนจาน กล่าวว่า
ในการประเมินเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมามีการตรวจสอบเอกสารและประเมินเจ้าหน้า
ที่ผู้ปฎิบัติงานอย่างละเอียด และมีการพบว่าทาง
อบต.มีบางอย่างที่ยังไม่สามารถชี้แจงได้ อีกทั้งยังมีปัญหา
อสม.ในพื้นที่ต้องการให้ดูแลเรื่องของการดูแลสุขภาพของลูกบ้านเนื่องจากมี
ปัญหาเรื่องยามีไม่เพียงพอ และการแจจกจ่ายยาผิดปกติโดยไม่จ่ายตรงที่
สถานีอนามัย

แต่กลับให้ผู้ใหญ่บ้านเอาไปแจกกับกลุ่ม อสม.เอง
ซึ่งได้มีการสอบถามข้อเท็จจริงไปกับทางนายก อบต.
ส่วนในด้านการเบิกจ่ายงบประมาณของ
กลุ่มหลักประกันสุขภาพของคณะกรรมการก็อยากให้มีการชี้แจงอย่างชัดเจนกับทาง
คณะกรรมการทุกส่วนโดยเฉพาะงบโครงการตรวจวัดสายตาขของผู้สูงอายุในหมู่บ้าน
เนื่องจากคณะกรรมการบางส่วนยังไม่รับรู้ถึงโครงการนี้

ด้านนายสายัณห์ ใจทาน สาธารณสุขอำเภอดอนจาน ในฐานะประธาน
ได้ชี้แจงในที่ประชุมถึงหลักการบริหารงบประมาณของกองทุนหลักประกันสุขภาพของ
ต.ดอนจานที่มีเม็ดเงินประมาณ 3-5 แสนบาท
ที่จากการตรวจสอบเอกสารขณะนี้ยังไม่พบข้อทุจริตในการเบิกจ่ายงบประมาณของทาง
คณะกรรมการที่มี นายกอบต.เป็นประธานตามตำแหน่งอยู่แล้ว
ซึ่งเงินงบประมาณของกลุ่มหหลักประกันสุขภาพระดับตำบลจะมีเงินสมทบที่ถูกหัก
37.50 บาทต่อหัวจะถูกนำมาเป็นงบประมาณในการบริหารจัดการกลุ่มฯ
และจะมีเงินสมทบจาก อบต.ซึ่งอบต.ดอนจานเป็นอบต.ขนาดกลางต้องสมทบเงิน 20%
ขึ้นไป รวมทั้งเงินบริจาค ซึ่งตามระเบียบระบุชัดเจนว่า ร้อยละ 10
จะต้องเป็นเงินในการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ การศึกษาดูงาน
เบี้ยเลี้ยงประชุมของคณะกรรมการฯ

และหากคณะกรรมการเกินครึ่งมีความเห็นชอบอนุมัติงบประมาณโครงการต่าง
ๆ คณะกรรมการของกลุ่มฯทั้ง 16
คนต้องร่วมรับผิดชอบร่วมกันซึ่งเป็นกฎระเบียบของกองทุนหลักประกันสุขภาพอยู่
แล้ว และสำหรับอบต.ดอนจาน
ทางคณะกรรมการฯเพิ่งมีการขอเบิกจ่ายงบประมาณเพียง 1
รายการเท่านั้นคือโครงการตรวจวัดสายาตาของผู้สูงอายุ

สำหรับ ปัญหาที่เกิดขึ้นครั้งนี้เป็นการโยงเขข้าไปในเรื่องของการเมืองท้องถิ่น
เนื่องจากกำลังจะครบวาระของทีมบริหารชุดเดิม
ซึ่งเป็นชนวนในการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการบริหารงานของทีมบริหาร
อบต.ชุดเดิม ซึ่งตนเองมองว่าหน้าที่หลักของ
อปท.ควรที่จะบริหารจัดงานเงินงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพโดยเน้นประโยชน์ทาง
ด้านสุขภาพของประชาชนเป็นหลัก

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000060843

กศน.กาฬสินธุ์แข่งกินวิบากฉีกแนวหลุดโลก

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 1 มิถุนายน 2552 13:50 น.

กาฬสินธุ์ - ศูนย์บริการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.)
กมลาไสย จัดแข่งขันกินวิบากชนิดใหม่ฉีกแนวหลุดโลก แบบไม่มีที่ไหนทำมาก่อน
สร้างความสนุกสนานให้แก่ผู้เข้าแข่งขัน และกองเชียร์เป็นอย่างมาก
ถึงแม้ขณะทำการแข่งขัน จะมีฝนตกลงมาอย่างหนัก

ที่สนามโรงเรียนกมลาไสย อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ นายสมมารถ
คล้ายเลี่ยน ผู้อำนวยการศูนย์บริการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
(กศน.) เป็นประธานจัดงานแข่งขันกีฬากศน.สัมพันธ์ ครั้งที่ 2
ประจำปีการศึกษา 2552 โดยมีครู นักเรียน นักศึกษากศน.ในเขตบริการ 8 แห่ง
จำนวน 2,500 คน จัดขบวนพาเหรดและร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง

นายสมมารถ กล่าวว่า เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครู นักเรียน
นักศึกษากศน.ในพื้นที่บริการ 8 แห่ง ประกอบด้วย ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน
(ศรช.) ต.กมลาไสย ต.โพนงาม ต.ดงลิง ต.หลักเมือง ต.เจ้าท่า ต.ธัญญา
ต.โคกสมบูรณ์ และต.หนองแปน จึงได้จัดแข่งขันกีฬากศน.สัมพันธ์ ครั้งที่ 2
ประจำปีการศึกษา 2552
ซึ่งการจัดแข่งขันครั้งนี้มีการบรรจุประเภทกีฬากินวิบากชนิดใหม่แบบฉีกแนว
หลุดโลก ไม่ซ้ำแบบใคร และไม่มีที่ไหนทำมาก่อน คือ กีฬาดูดหอย
กินลาบแข่งความเร็ว

นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันล้วงไหจับหลาไหล วิ่งแบกกระสอบ
และกีฬาพื้นบ้านอีกหลายรายการ
ที่ได้สร้างความสนุกสนานให้กับผู้เข้าแข่งขันและกองเชียร์เป็นอย่างมาก
ถึงแม้ขณะทำการแข่งขัน จะฝนตกลงมาอย่างหนักตลอดวันก็ตาม

นายสมมารถกล่าวอีกว่า การ
จัดการแข่งขันกีฬากินวิบากแบบแหวกแนวแปลกใหม่ครั้งนี้
ที่นอกจากจะสร้างความตื่นเต้นสนุกสนานแล้วยังจะเป็นการผ่อนคลายความเครียด
สร้างความสามัคคีในหมู่คณะ เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่าง ศรช.
ให้ผู้เข้าแข่งขันรู้กฎระเบียบ มีน้ำใจเป็นนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย
มีน้ำใจเป็นนักกีฬา เป็นการเตรียมความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจให้แก่ครู
และนักเรียน นักศึกษา กศน.ที่จะทำการเรียนการสอนในปีการศึกษา 2552
ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการเรียนการสอนยิ่งขึ้น

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000061240